index 181

 

เส้นทางสู่สงครามโลกครั้งที่สอง
The road to World War II

   ในเดือนมกราคม 1933 อดอฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง Chancellor ของประเทศเยอรมัน และเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศในที่สุด (Fuhrer) ในปี 1935  ฮิตเลอร์ได้เริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังตกต่ำอย่างรวดเร็ว และในวันที่ 16 มีนาคม 1935 ฮิตเลอร์ก็ประกาศเสริมสร้างกองทัพเยอรมันขึ้นใหม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการฉีกสนธิสัญญาแวร์ซาย แต่เนื่องจากนโยบายต่างประเทศของเขา ที่พยายามแสดงให้พันธมิตรเห็นว่า เขาไม่ใช่ภัยคุกคามต่อพันธมิตร และเป็นผู้ที่ต้องการสันติภาพเช่นเดียวกับอังกฤษและฝรั่งเศส เพียงแต่ต้องการฟื้นฟูประเทศเยอรมันที่ตกต่ำเท่านั้น ทำให้พันธมิตรนิ่งเฉยต่อการดำเนนิการของฮิตเลอร์ และแล้วในเดือนมีนาคม 1936 เขาก็ส่งทหารกลับเข้าไปยึดครองแคว้นไรน์ ที่ตามสนธิสัญญาแวร์ซายกำหนดให้เป็นเขตปลอดทหาร  คลิกอ่านต่อครับ


ข้อมูลแสนยานุภาพ "รถถังไทย"



ตามคำขอครับ วันนี้ผมจะเขียนเรื่องรถถังไทย (หลังจากพยายามหารูปมาอย่างยาวนานแต่ไม่สำเร็จ) ออกตัวไว้ก่อนว่าเรื่องรถถังนั้นผมไม่ค่อยชำนาญครับ ข้อมูลอาจจะไม่แน่นมาก



รถถังเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพอย่างหนึ่งครับ จุดเด่นของมันคือมีอาวุธจนาดหนัก เคลื่อนที่ได้เร็ว ติดเกราะหนา ซึ่งเราสามารถใช้รถถังเข้าโจมตีรถถังของอีกฝ่ายหรือสนับสนุนทหารราบได้เป็นอย่างดี วันนี้ จะมาว่าด้วยรถถังที่ไทยมีประจำการอยู่ครับ



M41 (ประจำการ พ.ศ. 2505)




คุณปี M41 นี้อยู่คู่กับกองทัพบกไทยมาเกือบ 50 ปี สร้างชื่อในสงครามเกาหลี M41 ได้รับการจัดหาจากกองทัพบกไทยจำนวนรวม 200 คนในช่วงสงครามเย็นที่เรามีปัญหากับเวียดนามครับ เนื่องจากมันมีขนาดที่เล็กพอดี แต่มีประสิทธิภาพในการรบที่สูง M41 ติดปืนใหญ่รถถังขนาด 76 mm. ซึ่งในปัจจุบันก้ยังมีอีกบางประเทศที่ประจำการด้วย M41 อยู่นะครับ แต่ส่วนใหญ่ได้รับการ upgrade ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ติดเกราะหนาขึ้น แต่ข้อเสียของ M41 ก็คือมันเป็นเครื่องยนต์เบนซินครับ กินน้ำมันมากและเสียงดังมากครับ

FV 101 CVR(T) Scorpion (ประจำการ พ.ศ. 2521)




Scorpion เป็นรถถังอังกฤษครับ ตอนจัดซื้อก็ถูกวิจารณ์อย่างมากว่าจะเข้ากับระบบเราที่เป็นอเมริกันได้หรือเปล่า แต่ไป ๆ มา ๆ Scorpion ก็มีส่วนร่วมในหลาย ๆ สมรภูมิทำเอาข้าศึกเละตุ้มเปะมาแล้ว Scorpion ติดปืนขนาด ที่ดูรูปร่างแล้วตลก ๆ (แต่คนโดนยิงตลกไม่ออก) ที่จริงเค้าจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของรถประเภท "รถรบลาดตระเวนสายพาน" หรือ Combat Vehicle Reconnaissance (Tracked): (CVR(T)) Scorpion ติดปืนขนาด 76 mm. ครับ ไทยมีประจำการประมาณ 150 คัน

M48A5 (ประจำการ พ.ศ. 2522)




หลังจากเราจัดหา M41 มาได้ซักพัก และหลังจากจัดหา Scorpion ได้ปีเดียว กองทัพบกก็จัดซื้อ M48A5 เข้าประจำการครับ M48A5 มีความแม่นยำสูง โดยมีอัตราการยิงถูกในนัดแรกสูงที่สุดในสมัยนั้น M48A5 มีน้ำหนัก 52 ตัน ติดปืนใหญ่ขนาด 105 mm. เกราะหนาสุงสุดที่ด้านหน้า 120 mm. ทบ.ไทยมีประจำการ 105 คันครับ

Type-69 II (ประจำการ พ.ศ. 2530)




Type-69 II นั้นเราจัดหาจากจีนในช่วงที่ภัยคุกคามจากเวียดนามพุ่งสูงครับ ช่วงนั้นเราเปิดสัมพันธทางการฑูตกับจีน และขอให้หยุดสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (เวียดนามตอนนั้นเป็นสายโซเวียต) ประกอบกับเราต้องการจัดซื้อรถถังอย่างเร่งด่วนที่สุด เราจึงขอซื้อรถถัง Type-69 II มาจากจีน จีนก็ขายให้ราคาถูกแสนถูก (ประมาณ 5% - 10% ของราคาจริง) แต่เป็นรถถังที่เคยประจำการในจีนมาบ้างแล้ว ซึ่งการที่เราได้รับสุดยอดรถถังในกองทัพปลดปล่อยในขณะนั้นก็ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีในการเป็นพันธมิตรระหว่างไทยและจีน

Type-69 II เป้นรุ่นปรับปรุงมาจาก Type-69 ธรรมดาครับ (ซึ่งจีนก๊อปมาจาก T-55 ของโซเวียตอีกทีนึง) รุ่น II นี้ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 100 mm. มีระบบ stabilizer ทั้งแนวตั้งและแนวนอนเพื่อรักษาระดับของปืน แถมระบบเล็งด้วยเลเซอร์บนตัวปืนอีก สำหรับ Type-69 II ของไทยนั้นติดตั้งปืน 12.7 mm Browning ของสหรัฐแทน 12.7 ของจีนครับ

Type-69 II ทั้ง 100 กว่าคันเคยมีข่าวเวลาที่มืดมนอยู่ช่วงหนึ่งครับ คือวิ่งไม่ได้เลยซักคัน แต่ช่วงหลังประมาณปี 46 -47 (จำปีไม่ได้) ก็มีข่าวว่าจีนก็รับรถถัง (น่าจะ) ส่วนหนึ่งไปซ่อมคืนสภาพให้เองในมูลค่า 10 ล้านเหรียญแบบเราไม่ต้องจ่ายซักกะบาท ฟรีครับงานนี้

Commando Stingray (ประจำการ พ.ศ. 2532)




เราคงจะไปหา Stingray ที่ประเทศอื่นไม่ได้ เพราะรถถังชนิดนี้มีประจำการที่ประเทศเราประเทศเดียว (แม้แต่อเมริกาผู้ผลิตก็ไม่ได้ประจำการ) เพราะบริษัทผู้ผลิตประสบความสำเร็จในการขายให้เราแค่ประเทศเดียว 100 กว่าคันนิด ๆ

Stingray ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 mm. พร้อมด้วยระบบเล็งเป้าด้วยเลเซอร์ ระบบ stabilizer และอีกหลายอย่าง ด้วยรูปร่างที่สวยงาม ผมว่าเจ้านี้แหละสุดยอดที่สุดแล้ว เหอ ๆ

M60A1/A3 TTS (A1 ประจำการ พ.ศ. 2534 ,A3 ประจำการ พ.ศ. 2539)




มาถึงพระเอกของเรา M60 ครับผม

M60 ที่เราจัดหาเป็นมือสองจากสหรัฐครับ ผู้รู้หลายท่านทั้งในและต่างประเทศให้ความเห็นว่า M60 เหมาะสมที่สุดในภูมิประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดินค่อนข้างอ่อน ถ้าเรารถถังหนัก ๆ และมีแรงกดต่อพื้นที่มาก ๆ มีหวังติดหล่ม ทำให้ขาดความคล่องตัวไปเยอะครับ

M60 ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 mm. โดย M60A3 จะพิเศษกว่าตัว A1 ก็ตรงที่มันมี Tank thermal Sights ฉะนั้น บางทีเราก็เรียก A3 ของเราว่า TTS เช่นกัน TTS ซึ่งเป็นระบบสร้างภาพจากความร้อนครับ

ไทยมีประจำการรวม ๆ กันแล้วประมาณ 178 คันครับ



M41 ยังจำเป็นอยู่อีกหรือ


เนื่องด้วยอายุอานามของมันที่ปาเข้าไปจะ 50 แล้ว (หมายความว่าถ้าคุณเข้าทำงานพร้อมมันเข้าประจำการ คุณก็เกษียรแล้ว ในขณะที่มันยังทำงานอยู่) ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า M41 จะไปทำอะไรใครเค้าได้ เรื่องนี้มีการพูดกันในหลาย ๆ วาระครับ สรุปจากความเห็นของผู้รู้ในเว็บบอร์ด Wing21 ได้ความว่า มันคงจะไปต่อกรกับรถถังสมัยใหม่ไม่ไหว แต่มันจะทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมถ้านำไปใช้สนับสนุนทหารราบ เพราะลองนึกภาพการเข้าโจมตีด้วยปืนขนาด 76 mm. ต่อทหารราบสิครับ มันจะสยองขนาดไหน

คุณ CoffeeMix จาก Wing21 พูดไว้น่าสนใจมากว่า "อาวุธอะไร ถ้ามันยังยิงออก มันก็ยังมีคุณค่าทางยุทธการอยู่" และผมก็เห็นด้วยเต็มร้อยครับ เพียงแต่เราต้องปรับใช้ให้เหมาะสมเท่านั้นเอง

แล้วแบบอื่น ๆ ล่ะ เพียงพอหรือ


พอครับ ยังพออยู่ ไม่ลำบากลำบนอะไรขนาดนั้น รถถังอย่าง Stingray Type-69 II หรือ M60 ยังมีดีที่จะจัดการรถถังสมัยใหม่ได้อยู่ครับ ทั้งนี้ ทบ.เองก็มีกำลังพยายามที่จะปรับปรุงรถถังในประจำการให้ทันสมัยเพิ่มมากขึ้นด้วยครับ


JAS-39 Gripen: AEW&C ของไทย, ปากีสถาน, และสิงคโปร์


Saab 340 AEW (S-100 Argus) of Swedish Air Force


ในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen จำนวน 12 ลำของกองทัพอากาศไทยนั้น มีข้อกำหนดในการส่งมอบเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือน (Airborne Early Warning and Control) จำนวน 2 ลำ คือ Saab 340 AEW&C พร้อมเครื่องบินเปล่า Saab 340 เพื่อการฝึกอีก 1 เครื่อง ทำให้กองทัพอากาศไทยเป็นกองทัพอากาศชาติที่สองของอาเซียนต่อจากสิงคโปร์และเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศทั่วโลกที่มีระบบ AEW&C ใช้งานครับ

Saab 340 AEW หรืออีกชื่อหนึ่งคือ S-100 Argus ติดตั้งเรด้าร์ PS-890 ของ Ericsson Microwave System (หรือ Saab Microwave System ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเรด้าร์ Active Electronically Scanned Array หรือ AESA เรด้าร์ลักษณะนี้จะไม่ใช่การกวาดคลื่นแบบ Machanic แต่จะใช้กลไก Electronic ในการค้นหาเป้าหมาย จึงทำให้ไม่ต้องมีชิ้นส่วนที่หมุนเคลื่อนไหวอยู่ในระบบเรด้าร์ ซึ่งเราเรียกระบบนี้โดยรวมว่า Erieye ครับ

Saab 340 AEW S-100 Argus มีทั้งหมด 3 รุ่นครับคือ

- Saab 340 AEW (S-100B): เป็นรุ่นพื้นฐานรุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นในปี 1997 ครับ โดยระบบเรด้าร์บนเครื่องถูกควบคุมจากบนพื้นดิน ปัจจุบันถูกปรับปรุงให้เป็นรุ่นใหม่แล้ว
- Saab 340 AEW-200 (S-100D): เป็นรุ่นที่กองทัพอากาศสวีเดนใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยในรุ่นนี้ติดตั้งระบบ Datalink แบบ Link16 ของสหรัฐรวมถึงสถานีควบคุมภายในเครื่องบิน ในปี 2549 กองทัพอากาศสวีเดนได้ทำการปรับปรุงเป็นรุ่นใหม่ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2551 ครับ
- Saab 340 AEW-300 (S-100D): เป็นรุ่นล่าสุดที่กำลังได้รับการปรับปรุงครับ เพราะรุ่น AEW-200 นั้นถูกสร้างให้ทำงานร่วมกับระบบของสวีเดนเอง แต่รุ่น AEW-300 นั้นจะเป็นระบบมาตราฐาน NATO ที่จะทำให้ AEW-300 สามารถปฏิบัติการร่วมกับระบบจากต่างชาติได้ นอกจากนั้นยังเพิ่มมุมในการตรวจจับให้กว้างขึ้น ติดตั้งระบบพิสูจน์ฝ่าย (IFF) สถานนี้ควบคุมและสั่งการ ระบบ Datalink แบบ Link16 วิทยุเข้ารหัส และระบบป้องกันตนเองทางอิเล็กทรอนิค เพื่อที่จะทำงานกับ JAS-39C/D รวมถึงเครื่องบินอื่น ๆ ที่เป็นมาตราฐาน NATO ได้ครับ


ห้องปฏิบัติการของ Saab 340 AEW-200


ระบบ AEW&C เช่น Erieye ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรบของเครื่องบินรบ เช่นในการรบทางอากาศ Erieye หรือสถานีเรด้าร์ภาคพื้นสามารถส่งข้อมูลเป้าหมายให้กับ Gripen ได้เลยทั้ง ๆ ที่ยังติดเครื่องอยู่บนพื้น เมื่อหมู่บิน Gripen ได้รับข้อมูลเป้าหมายก็สามารถบินเข้าหาเป้าหมายได้ โดยอาจจะเปิดเรด้าร์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ส่วนเครื่องอื่นปิดเรด้าร์ซึ่งก็คือการใช้เทคนิคการพรางทางอิเล็กทรอนิค (Eelctronically Stealth ) นั่นเองครับ หมู่บินศัตรูก็จะตรวจพบสัญญาณเรด้าร์ของ Gripen เพียงเครื่องเดียว ในขณะที่เครื่องที่เปิดเรด้าร์สามารถจ่ายเป้าให้เครื่องอื่นเพื่อใช้อาวุธต่อเป้าหมายได้ครับ นอกจากนั้นมันยังสามารถใช้งานได้อีกหลายอย่างเช่น การตรวจจับเครื่องบินขนาดเล็กหรือเครื่องบินไร้คนขับ (UAV), การตรวจตราน่านน้ำ (Erieye สามารถตรวจจับเจ็ตสกีได้ที่เส้นขอบฟ้าเมื่อบินสูง 25,000 ฟุต), รวมไปถึงการตรวจจับการกระทำผิดกฏหมายทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก หรือแม้แต่การติดตามรถต้องสงสัยหรือคนหลบหนีเข้าเมือง

คงเป็นประโยชน์ในสถานการณ์ภาคใต้ได้ครับ

ปัจจุบันระบบ Erieye มีใช้งานในสวีเดน (4 ลำ) บราซิล (5 ลำ) แม็กซิโก (1 ลำ) และ กรีซ (4 ลำ) โดยในกองทัพอากาศสวีเดนนั้นระบบ Erieye ถูกติดตั้งในเครื่องบินโดยสาร Saab 340 ส่วนในประเทศอื่น ๆ ถูกติดตั้งในเครื่องบินโดยสารไอพ่น ERJ 140 ของบริษัท Embraer ประเทศบราซิล ซึ่งมีประสิทธิภาพทางการบินสูงกว่า Saab 340 แต่ก็ราคาสูงกว่าด้วย


Saab 340 AEW of Pakistani Air Force


ลูกค้าสองรายล่าสุดของระบบ Erieye คือไทย (1 ลำ+อ็อปชั่นอีก 1 ลำ) และปากีสถาน (5 ลำ) โดยไทยเลือกติดตั้งในเครื่องบินโดยสาร Saab 340 ส่วนปากีสถานเลือกติดตั้งในเครื่องบินโดยสาร Saab 2000 ที่ใหม่กว่า นอกจากนั้น Saab ยังเสนอระบบ Erieye ให้กับมาเลเซียในโครงการจัดหาเครื่องบิน AEW&C ซึ่งต้องแข่งขันกับระบบอื่น ๆ ของโลกเช่น E-2C Hawkeye จากสหรัฐ และ Ka-31 AEW จากรัสเซียครับ

Saab เพิ่งเปิดตัว Saab 2000 AEW (S-1000 Horizon) ลำแรกของกองทัพอากาศปากีสถานไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เองครับ โดยหลังจากนี้เครื่องบินจะถูกติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิคต่าง ๆ และทำการบินทดสอบก่อนส่งมอบให้กองทัพอากาศปากีสถานต่อไป อนึ่ง ปากีสถานสั่งซื้อ Saab 2000 AEW จำนวน 5 ลำ พร้อม Saab 2000 เครื่องเปล่าอีก 1 เครื่องในสัญญามูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐครับ


ระบบสงครามอิเล็กทรอนิคของ Saab 2000 AEW ซึ่งหลายระบบสามารถติดตั้งกับ Saab 340 AEW ได้


สำหรับประเทศในอาเซียนอีกประเทศที่มีเครื่องบิน AEW&C ใช้งานมานานแล้วอย่างสิงคโปร์นั้น เมื่อปีที่แล้วสิงคโปร์จัดหาระบบ Conformal Airborne Early Warning (CAEW) ซึ่งติดตั้งบนเครื่องบิน Gulfstream G550 ครับ โดยระบบทั้ง 4 ระบบจะมาทดแทน E-2C Hawkeye ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เครื่องบินลำแรกจะส่งมอบในปีนี้ และจะส่งมอบจนครบในปี 2553 โดยระบบนี้ติดตั้งระบบเรด้าร์ Phalcon ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเรด้าร์ Phalcon ของสิงคโปร์จะถูกย่อส่วนลงมาให้ติดตั้งกับเครื่องบินขนาดเล็กแบบ Gulfstream G550 ได้ ส่วนระบบที่ใหญ่เติมตัวจริง ๆ ถูกติดตั้งกับเครื่องบิน Il-76 ของกองทัพอากาศอินเดียครับ


Gulfstream G550 AEW


ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของระบบ AEW&C ของทั้งไทยและต่างประเทศครับผม

หมายเหตุ: ชื่อ "Argus" มาจากยักษ์ในตำนานของกรีกที่มีตา 100 ตา เหมือนกับระบบ AEW&C ที่เป็นตาให้กับเครื่องบินขับไล่ครับ

บรรนานุกรม

Aviation Week : Low-Cost and Effective AEW Systems Find Buyers


Airborne Early Warning and Control


FMV chooses Saab for AEW Upgrades

แผนที่การยกพลขึ้นบกในวัน ดี เดย์

    การยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตร ที่หาดนอร์มังดี ของฝรั่งเศสในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 หรือที่เรียกว่าวัน ดี เดย์ จะเห็นเมืองแชร์บูรกก์ (Cherbourg) อยู่ทางซ้ายมือของแผนที่ ถัดมาคือหาดยูท่าห์ (Utah) โอมาฮ่า (Omaha) โกลด์ (Gold)  จูโน (Juno) และซอร์ด  (Sword) สีแดงคือกำลังของฝ่ายเยอรมัน จะเห็นกำลังของกองพลยานเกราะที่ 21 (21st Panzer Division)  ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองคานส์ (Caen) ถัดมาทางขวา จะเห็น กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน (12th SS. Panzer Division Hitler Jugend) ทางขวาล่างขงแผนที่จะเห็นกองทัพ บี ของจอมพล เออร์วิน รอมเมล ผู้รับผิดชอบกำแพงแอตแลนติค ต่อต้านการยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตร

D Days วันเผด็จศึก

    หารอังกฤษกำลังวิ่งขึ้นจากเรือยกพลขึ้นบก ในวันดี เดย์ ท่ามกลางการระดมของฝ่ายเยอรมัน ฝ่ายอังกฤษค่อนข้างโชคดีกว่าทหารอเมริกันมาก ที่การต้านทานมีน้อยกว่า และการสูญเสียก็น้อยกว่าด้วยเช่นกัน   คลิกอ่านต่อครับ


อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)

    อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1889 เวลา 06.30 น. ที่ Braunau-am-Inn ในประเทศออสเตรีย บิดาของเขาชื่อ Alois Shiklgruber มารดาชื่อ Klara เป็นภรรยาคนที่ 3 ในวัยเด็ก เขาเป็นเด็กที่ขาดความรัก ความอบอุ่นจากบิดาและมารดา แต่ฮิตเลอร์ก็ไม่ชอบให้ใครมาวิจารณ์พ่อของเขาในทางที่ไม่ดี แม่ของเขาแม้จะไม่ค่อยมีเวลาให้เขา แต่ก็จะคอยตามใจเขาทุกครั้งที่มีโอกาส ให้เขาในทุกๆสิ่งที่เขาต้องการ ว่ากันว่า การเอาใจอย่างเกินเหตุนี้เอง ที่เป็นสาเหตุของการก้าวไปสู่ความเป็นจอมเผด็จการแห่งยุคในที่สุด

คลิกอ่านต่อครับ


แสนยานุภาพกองทัพนาซีเยอรมัน

     แสนยานุภาพของกองทัพนาซีเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับการยอมรับว่า เป็นแสนยานุภาพที่เข้มแข็งที่สุดแสนยานุภาพหนึ่งในโลกขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นกำลังทหารที่มีระเบียบวินัย มีความเป็นผู้นำสูง หรือกำลังยานเกราะต่างๆ ที่ได้รับออกแบบ ให้เป็นเครื่องจักรสงครามที่ทรงประสิทธิภาพ ตลอดจนอาวุธต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นต้นแบบของอาวุธปืนในยุคปัจจุบัน ดังนั้น การศึกษาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง โดยปราศจากการศึกษาเกี่ยวกับแสนยานุภาพของกองทัพนาซี จะทำให้การค้นคว้าขาดส่วนประกอบที่สำคัญของสงครามไปอย่างน่าเสียดาย  อ่านต่อครับ


ขยะอวกาศ

 


มะเกลือ


ปืนใหญ่เลเซอร์


พญามุตติ


ภัยคุกคาม


ปล่องมหาภัย


เลเซอร์ คืออะไร ทำมาจากอะไร ???

Tip Computer

  เลเซอร์ เป็นตัวอักษรที่ย่อมาจาก Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation (LASER) แปลว่า การขยายพลังแสงด้วยการกระตุ้นให้แผ่รังสี

ผู้สร้างเลเซอร์ขึ้นมามีนามว่า ธีโอดอร์ เอช. ไมแมน นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ทำเครื่องเลเซอร์สำเร็จในปี 1960 ด้วยการใช้ผลึกทับทิมและใช้ท่อแสงอิเล็กทรอนิกส์ขดรอบๆแท่ง อะตอมโครเมี่ยมในทับทิมนี้จะถูกกระตุ้นให้ปล่อยแสงเลเซอร์ออกมาตามท่อลำแสงเป็นระยะๆเร่งให้อะต่อมโคเมี่ยมจากสภาวะพลังต่ำไปสู่พลังสูง ซึ่งภายในเวลาเพียง 1 ใน 2,000-3,000 วินาที อะตอมเหล่านี้จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ขณะเดียวกันจะปล่อยพลังงานที่เรียกว่า "โฟตอน" ออกมาด้วย

เมื่อโฟตอนกระทบกับอะตอมโครเมียม จะทำให้โครเมี่ยมปล่อยโฟตอนที่เหมือนกันออกมาอีก และจะเดินทางคู่ในทิศทางเดียวกัน เป็นลำแสงที่สะท้อนไปมาระหว่างกระจกที่ปลายแต่ละข้างของแท่งทับทิมหากผ่านกระจกที่ฉาบปรอทไว้ครึ่งหนึ่ง ลำแสงจะออกมาเป็นสีแดงที่ปลายข้างหนึ่ง

พลังของเลเซอร์จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของแสงประโยชน์ของเลเซอร์นำไปใช้งานได้มากมาย ทั้งในด้านการแพทย์ (เช่น ใช้แสงเลเซอร์ผ่าตัด) และวงการดาราศาสตร์ (เช่น ใช้ทำกล้องโทรทรรศน์ถ่ายภาพพลังสูง)


องค์ประกอบหลักของเลเซอร์
ระบบกำเนิดเลเซอร์โดยส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ

  • สารเลเซอร์ หรือ เลเซอร์มีเดียม (Laser Medium) เป็นสารหรือวัสดุที่ทำให้เกิดแสงเลเซอร์ ที่มีโครงสร้างอะตอมหรือโมเลกุลเหมาะสมกับการเกิดเลเซอร์ ตัวอย่างเช่น ผลึกทับทิม (Ruby Crystal) แก๊สผสมระหว่างแก๊สฮีเลียมกับนีออน (He+No Gas) สารละลายสีย้อมผ้า (Dye Solution) สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ฯลฯ
  • ระบบจ่ายกำลัง (Power Supply) เป็นระบบทางไฟฟ้าหรือทางแสง สำหรับกระตุ้นให้สารเลเซอร์ปลดปล่อยแสงเลเซอร์
  • ระบบสะท้อนแสง หรือ ระบบออฟติคอล เรโซเนเตอร์ (Optical Resonator) เป็นระบบสะท้อนแสง เพื่อช่วยกระตุ้นการปลดปล่อยแสงเสเซอร์ให้มีความเข้มสูง ประกอบด้วยกระจก 2 บานที่มีค่าการสะท้อนแสง 100% ที่ด้านหนึ่ง และมีค่าการสะท้อนแสง 85-95% ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านที่แสงเลเซอร์ส่องผ่านออกมา

อ่านต่อครับ


ฆาตกรโหดสะท้านโลก

อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว (Albert DeSalvo) นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน


อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน

               
                
นี้คือฆาตกรระดับโลกอีกคนที่ถูกนำไปสร้างหนังมากที่สุดอีกคนหนึ่ง เหยื่อของมันส่วนมากเป็นหญิงชรา ผลงานของมันมีถึง
13 ศพ ทุกรายถูกทารุณกรรมทางเพศ บางครั้งโดนกัด ทุบด้วยของหนัก ถูกแทง และจัดศพแผ่หลาราวกับถ่ายหนังโป๊ ที่น่าสังเกตคือทุกศพโดนรัดคอด้วยของใช้ของผู้ตายเอง เช่น ถุงน่อง กางเกงในยืด ฯลฯ และมัดในรูปของหูกระต่ายวางที่ใต้คางเหยื่อ

                แต่น่าแปลกท่ามกลางปริศนาหลายอย่างที่มันทิ้งไว้ให้ตำรวจปวดหัว มันอยู่รอดกว่า 3 ปี แต่มันกลับจนมุมง่าย ๆ เพราะดันไปปากโป้งว่าตัวเองเป็นฆาตกรกับคนอื่นเข้า

                แต่ในเวลาต่อมา วิทยาการทางการสืบสวนเริ่มทันสมัยมากขึ้น มีการตรวจดีเอ็นเอจากศพที่เขาฆ่ารายหนึ่ง แต่ผลปรากฏว่ามันไม่ใช้ของเขา

                แต่ความจริงนี้ไม่ได้รับการคลี่คลาย เพราะเขาถูกฆ่าตายในคุกก่อน

                และความจริงก็ตายไปกับเขาด้วย

               
                
ปฐมบทตำนานจากนรก

                14 มิถุนายน 1962 เมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาซูเซตต์ สหรัฐอเมริกา

จูริส เดินทางไปรับแม่สเลนเซอร์ หญิงชราวัย 54 ปี ที่อพาร์ตเมนต์ที่เธออาศัยอยู่ เพื่อไปร่วมกิจกรรมที่โบสถ์ด้วยกัน

เขาเคาะประตู แต่ไม่มีเสียงตอบ เขาเคาะอีกครั้งและแรงกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบ

จูริสไม่โมโหแต่ฉุนเล็กน้อย ที่แม่ผิดเวลา แต่เขาก็ต้องรอแม่

ชายหนุ่มรอมาพักหนึ่ง และกลับไปเคาะประตูอีกที คราวนี้ดังกว่าเดิม

แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ ความเงียบเริ่มเข้ามาอย่างน่ากลัว

เขาเริ่มกังวล เกิดขึ้นอะไรกับแม่เขา เขาควรติดต่อผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์ เพื่อเข้าไปดูในห้องว่าแม่อยู่ในห้องหรือออกไปข้างนอกกันแน่

"ขอให้ออกไปข้างนอกเถอะ" ชายหนุ่มนึกขึ้นในใจ

จูริสตามหาผู้ดูแลแต่ไม่พบ เขาจึงตัดสินใจกลับขึ้นไปที่ห้องแม่อีกครั้ง คราวนี้เคาะห้องซ้ำ ๆ พรางตระโกนเรียก

แต่ไม่มีเสียงตอบ จูริสหมดความอดทนและต้องการรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกลับแม่ เขาลองไหล่กระแทกสุดกำลัง ประตูเปิดผ่าง!

ข้างในห้อง เขาเห็นลิ้นชักในห้องนั่งเล่นถูกเปิดอ้า รู้ทันทีว่าผิดปกติ เพราะแม่เขาเป็นคนประณีตมาก ไม่มีวันให้ลิ้นชักเปิดอ้าค้างเด็ดขาด

แต่สิ่งที่เขาพบ มันเทียบไม่ได้ กับร่างไร้วิญญาณของแม่ ที่เดินลึกเข้าไปด้านใน

ร่างของแม่อยู่ในห้องน้ำ ขาฉีกจากกันอย่างน่าสมเพช เสื้อคลุมอาบน้ำหลุดลุ่ยจนเห็นร่างเปลือย เชือกผูกเอวย้ายขึ้นมารัดแน่นที่คอหอยจนปากอ้า มองเห็นลิ้นสีม่วงจุกปาก

เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าแม่ตายแล้ว จูริสอยู่ในสภาพกึ่งช็อกเขาโทรศัพท์หาตำรวจ เขาให้รายละเอียดกับตำรวจไม่มากนัก พูดเพียงว่าแม่เขาฆ่าตัวตาย เพราะแม่เขาพูดบ่อย ๆ ว่ารู้สึกเดียวดายและหดหู่

ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุและชันสูตรพลิกศพ จูริสจึงรู้ว่าแม่ไม่ได้ฆ่าตัวตายแต่ถูกฆ่า ตำรวจพบหลักฐานว่าฆาตกรบุกรุกเข้ามาในห้องขมขื่นและฆ่าแต่ไม่ชิงทรัพย์

แอนนา สเลเซอร์ คือเหยื่อรายแรกของฆาตกรโรคจิตระดับโลกที่ต่อมารู้จักในนาม "นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน"

ตำนานอาบเลือดได้เริ่มต้นแล้ว


               เหยื่อจากนรก

60 วันหลังการตายของแอนนา สเลเซอร์ส ฆาตกรนิรนามก็ออกล่าเหยื่ออีกครั้ง


                นินา นิโคลส์ วัยหกสิปแปด ถูกพบศพ ร่างเธอนอนหงายอยู่บนโซฟาในสภาพอุจาดเหมือนถูกจัดวางไว้อย่างจงใจ นัยน์ตาเธอเหลือกถลน ขาฉีกอ้าเหมือนเหยื่อรายแรก เสื้อคลุมถูกถลกลงมาเหนือเอว ถุงไนล่อนคู่หนึ่งรัดคอแน่น ปละเป็นอุปกรณ์สังหารหญิงชรา ปมถูกมัดอย่างประณีต ผูกโบว์สวยงาม

                น้องสาวเธอเป็นผู้พบศพเธอบอกว่า เธอนัดตกลงไปกินข้าวกับเธอตอน 6 โมงเย็น ตอน  5 โมง ในขณะที่กำลังโทรศัพท์จู่ ๆ ก็มีคนเคาะประตู และการติดต่อก็ขาดหายนับแต่นั้นเลย

                เมื่อถึงเวลานัดไม่มีแม้แต่เงาของพี่สาว เธอเริ่มกังวล จึงกลับไปหาเธอถึงที่พักและขอให้ผู้ดูแลช่วยเปิดห้องที่ล็อคอยู่ จนได้พบศพดังกล่าว

                ตำรวจไม่พบเงื่อนงำใด ๆ แม้ห้องรื้อกระจุยกระจายแต่ทรัพย์สินมีค่ายังอยู่ครบ ไม่มีร่องรอยข่มขื่นผู้ตาย

                ตำรวจต้องปวดหัว ถ้าไม่ใช้ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ ฆาตกรจะฆ่าเหยื่อไปทำไม?

                แต่สิ่งที่ตำรวจรู้แน่นอนว่ามันต้องเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องแน่ เพราะลักษณะการตลายที่มีการคล้ายคลึงหลายประการ เช่น เป็นการฆ่ารัดคอ การจัดสภาพท่าอุจาด การผูกโบว์ ตำรวจรู้ว่านี้เป็นฝีมือคนเดียวกัน เขากำลังเผชิญหน้ากับฆาตกรโรคจิตที่ฉลาด โหดเหี้ยมคนหนึ่งแล้ว

                คุณคงรู้จักฆาตกรโรคจิต มันไม่เคยหยุดหย่อนในการก่อกรรมทำเข็ญ ยิ่งฆ่ามากเท่าไร ความมั่นใจในพลังอำนาจของตนยิ่งมากขึ้น มันฆ่าเพื่ออวดศักดา และทิ้งปริศนาให้ตำรวจรู้ มันจะไม่หยุดงานของมันเว้นจะมีใครมาจับมัน หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับมัน


                 เฮเลน เบลค วัยหกสิบห้า อาชีพนางพยบาล เธอถูกฆ่าอยู่ในห้องนอน สภาพศพเปลือยเปล่า คอถูกรัดด้วยถุงเท้ายาว ปลายถุงเท้าถูกรวบจับเป็นโบอย่างประณีต ที่น่าขนลุกคือจากการชันสูตรทำให้ทราบว่า เฮเลน เสียชีวิตไปก่อนหน้า นีนา นิโคลล์หลายชั่วโมง

มันเป็นการทำฆาตกรรม 2 รายซ้อนในวันเดียวกัน และเหมือนกับรายอื่น ๆ ในห้องนอนถูกรื้อค้นกระจุย แต่ไม่นำทรัพย์สินติดมือไป

ยกเว้น.....แต่แหวนเพชร 2 วงที่เคยสวมติดอยู่เสมอ มันหายไป ตำรวจค้นหาและสอบถามเพื่อนบ้าน แต่ไม่มีใครเห็นแหวนดังกล่าว

แล้ว มันหายไปไหน

วันที่ 19 สิงหาคม ไฮดา เออร์กา วัยเจ็ดสิบห้าถูกฆ่าโดยใช้ปลอดหมอนรัดคอจนตายและผูกโบพิสดาร และจัดศพให้อยู่ท่าอุจาด ใช้ด้านไม้กวาดเป็นอุปกรณ์หยาบช้าสุด ๆ กับอวัยวะเพศ  และมีร่องรอยข่มขื่น ตำรวจได้สอบถามเพื่อนบ้านจึงได้ทราบว่า ก่อนหน้านั้นเธอได้อนุญาตชายหนุ่มคนหนึ่งช่วยงานบางประการ จนกระหายหายเงียบเข้าไปในบ้าน มารู้อีกทีเธอก็เป็นศพเสียแล้ว

จากการตายของไฮดา เหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เบาะแสของบุคลิกฆาตกรต่อเนื่องนี้ว่า มันชอบฆ่าขมขื่นหญิงสูงอายุ ผิวขาว อยู่ตัวคนเดียว และเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ การรัดคอด้วยถุงเท้าหรือเชือก ผูกโบว์เป็นโบว์แบบพิเศษ แสดงถึงความวิปริตในจิตใจ

                แต่ข้อสังเกตทั้งหมดนี้กลับไม่ใช้กับ โซฟี คลาร์ก อายุ 20 ปี เธอถูกฆ่าวันที่ 5 ธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง โซฟีเป็นหญิงสาวสวย ผิวดำ เธอมักเล่าเรื่องลางสังหรณ์ว่าเธอจะถูกฆ่าแก่คนข้างห้องเสมอ เธอกลัว ฆาตกรกำลังจ้องเธออยู่

                
               
โซฟีเป็นหญิงที่มีความระมัดระวังสูง ประตูมีล็อกสองชั้น เธอจะปิดล็อกทั้งสองชั้นไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือมีเพื่อนร่วมห้อง ไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะเปิดห้องให้คนแปลกหน้าเข้าไป

                ยกเว้นเธอรู้จักกับมัน!

                วันที่เกิดเหตุ โซฟี อยู่คนเดียว กำลังเขียนจดหมายไปหาคู่หมั่น มีใครบางคนเคาะประตู เธอลุกไปเปิดประตูออก คนเคาะประตูอาจมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอถอดโซ่คล้องประตูออก เชิญเข้ามา มันเปลี่ยนเป็นฆาตกรโดยพลัน จับมัดและข่มขื่น ก่อนฆ่าด้วยการรัดคอและผูกโบว์เป็นสัญลักษณ์ที่มันชอบทำ 

เหยื่อต่อมาคือ แพทริเซีย บิสเซตต์ วัยยี่สิบสาม ถูกฆ่าในวันสุดท้ายของปี เธอเป็นเลขานุการที่สวย และเหมือนเหยื่ออื่น ๆ ฆาตกรตีสนิทเข้ามาในห้อง จับเธอมัด ข่มขื่น ฆ่ารัดคอโดยใช้ถุงเท้าและเอายกทรงทำเป็นโบ

น่าแปลกใจ ฆาตกรฆ่าหญิงจำนวนมาก แต่ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ได้เลย อย่างน้อยผู้ดูแล อพาร์ตเมนต์น่าจะเห็นคนแปลกหน้าบ้าง

หลังจากนั้น เดือนมีนาคม 1963 แมรี่ บราวน์ หกสิบเก้า  ได้อนุญาตคนงานคนหนึ่งเข้ามาในห้อง มันตีเธอด้วยแป๊บน้ำ ตายทันที่ แต่มันยังคงข่มขืนและแทงด้วยส้อมที่เต้านม ภายหลังตำรวจพบส้อมเสียบคาเต้านม แต่สิ่งที่แปลกกว่าเหยื่อรายอื่น ๆ คือ ครั้งนี้ไม่มีการผูกโบว์ ศพไม่ได้จัดในสภาพอุจาดอย่างที่เคยเป็นแต่คลุมไว้ด้วยผ้าคลุมเตียง

ทำไมถึงแตกต่าง หรือว่าฆาตกรจะเป็นคนละคนกัน

               

6  พฤษภาคม  เบเวอรีส์ ซามานส์ วัยยี่สิบสาม เธอถูกจับมัดกางขาตายบนเตียง ศพเธอพบหลังจากฆ่าถึง 3 วัน เธฮถูกขมขื่น แทง และรัดคอ มีหลายอย่างบ่บอกว่าเป็นฆาตกรฝีมือคนเดียวกัน แต่ก็มีบางอย่างที่แตกต่าง แต่ตำรวจไม่กล้าสรุป

                8 กันยายน เอฟลีน คอร์บิน หญิงชราอาศัยอยู่ตัวคนเดียว วัยห้าสิบแปด ตำรวจพบศพเธอในสภาพถูกจัดในท่าอุจาด โบที่ผูกมีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะมันใช้ถุงเท้ายาวข้างหนึ่งมัดทำโบที่ข้อศอก

23 พฤศจิกายน โจธานน์ กราฟฟ์ วัยยี่สิบสาม ปล่อยให้ชายอ้างตัวว่าเป็นคนงานเข้ามาในห้อง เธอถูกจู่โจม ข่มขื่น และฆ่ารัดคอ


                4 มกราคม 1964 แมรี ซัลลิแวน อายุสิบเก้า ครั้งนี้ฆาตกรลงมืออำมหิตกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เธอถูกโบยก่อนถูกข่มขืน หลังฆ่ารัดคอ มันจัดศพฉีกขากว้างมาก และเสียบด้วยไม้กวาดเข้าไปในอวัยวะเพศ ผูกติดการ์ด สุขสันต์วันปีใหม่ 

                ฆาตกรคนเดิม วิธีการฆ่าแบบเดิม ผ่านไปสองปี แต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้เลย ประชาชนหวาดหวั่น ตำรวจเป็นเป้าโจมตีของสื่อ

                ในขณะที่เหตุการณ์ไม่มีท่ายุติ ฆาตกรก็จนมุมตำรวจได้ง่าย ๆ อย่างเหลือเชื่อ!

           
               
ฆาตกรปรากฏ

                
                "ฉันเป็นคนฆ่าพวกเธอเองแหละ" ชายคนนั้นบอกจอห์จ นาสซาร์ขณะที่เขารอการทดสอบทดสอบทางจิตที่โรงพยาบาลจิตเวชของรัฐ

                จอร์จไม่ใช้พลเมืองดี เพราะเขาเป็นฆาตกรที่ฉลาดและอันตรายสุด ๆ ศาลได้สั่งให้มาตรวจสภาพจิตก่อนขึ้นศาล เขาได้ฟังเรื่องของชายคนนี้พูดอย่างตั้งใจ เขาเริ่มพูดว่าตัวเองมีพลังทางเพศไม่สิ้นสุด วิปริตสุด ๆ และสุดท้ายเขาก็บอกว่าตัวเองคือ นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตันฆาตกรชื่อดัง

                "อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว" คือชายผู้นั้น

                ไม่รู้ว่าจอร์จต้องการสินบนนำจับถึง 10000 เหรียญสหรัฐ หรือบางทีเขาอาจเป็นฆาตกรตัวจริงและต้องการหาแพะ หรือมันอาจเป็นจึงเอาประโยชน์ต่อคดีของเขา เขาได้นำเรื่องนี้ปรึกษาทนายของเขา ลี ไบเลย์ ผู้มีส่วนสำคัญในการที่ทำให้ อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว จับกุม

                แต่ปัญหาคือเขาจะทำอย่างไรให้ตำรวจเชื่อว่า อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว คือฆาตกรตัวจริง เพราะในแฟ้มประวัติของตำรวจว่าช่วงที่เขาติดคุกอยู่เป็นช่วงที่นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตันกำลังอาละวาด รายละเอียดของชายสติเลื่อนลอยที่สามารถหาได้จากสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ และพยานจอร์จ นาสซาร์ที่เป็นลูกความของเขาอีกต่างหาก

                มีหลายครั้ง ที่มีคนบ๊อง ๆ ชอบมาอ้างตัวกับตำรวจว่าเป็นฆาตกรตัวจริง คนพวกนี้อยากดังและอยากมีชื่อในหนังสือพิมพ์ ถ้าตำรวจเชื่อ ภาพของเขาจะลงประวัติหน้าหนึ่งในสื่อต่าง ๆ และผลสุดท้ายเขาก็ค่อยปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ

                "แต่ที่เมืองไทยคงทำแบบนี้ไม่ได้เพราะตำรวจไทยพร้อมที่จะจับแพะอยู่แล้ว มาเลยของแบบนี้ชอบ?"

                แต่อัลเบิร์ตได้เล่าข้อมูลอย่างละเอียดให้ทนายลีฟังโดยอัดเทปคำให้การไปด้วย ข้อมูลนอกเหนือที่ไม่มีในสื่อ รวมถึงจำนวนเหยื่อที่ถูกสังหารไม่ตรงกับข้อมูลที่ตำรวจอยู่ในมืออย่างละเอียดอย่างกับเห็นกับตา

                ทนายลีพยายามอย่างนักเพื่อให้คนเชื่อว่า อัลเบิร์ตคือนักฆ่ารัดคอจอมโหด เขานำเทปเปิดให้ตำรวจฟัง ซึ่งนอกจากเทปนี้แล้ว ตำรวจไม่มีหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ว่า พยานหรือวัตถุ

                แต่พวกเขาก็ตั้งใจรับฟัง หรือว่าสมควรต่อเวลาแล้วที่เขาต้องการหาแพะสักคนเพื่อปิดคดี

                อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว ถูกควบคุมตัวในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ใช้เวลาสืบสวนนานถึง 7 เดือน จึงสรุปว่าเขาจับถูกคนแล้ว

             
              
ใครคือ อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว

                
               
อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว เกิดปี
1931 ในเซลซี มลรัฐแมสซาซูเซตต์ มีพี่น้อง 6 คน ท่ามกลางความยากจนและการทารุณกรรมโดยผู้เป็นบิดา ครอบครัวมีสภาพแตกแยก มารดาแยกออกไปตอนเขาอายุ 13 ปี และในช่วงนี้เองเขาได้ก่ออาญากรรมเป็นครั้งแรก ถูกจับกุมในข้อหางัดแงะ จนอายุได้ 17 ปี เขาหนีปัญหาครอบครัว โดยสมัครเข้าทำงานในกองทัพ ประจำการในเยอรมนี ต่อมาเขาก็ได้แต่งงานกับผู้หญิงชาวเยอรมัน

                ขณะที่อยู่เยอรมนี อัลเบิร์ตได้เป็นแชมป์นักมวยกองทัพรุ่นมิดเดิลเวท มีความเชี่ยวชาญหาตัวจับยากในศิลปะในการต่อสู้

                เมื่อกลับอเมริกา เขาถูกปลดออกจากกองทัพในปี 1955 เพราะถูกกล่าวหาว่าลวนลามเด็กหญิงวัยเพียง 9 ขวบ แต่แม่เด็กไม่แจ้งความเพราะกลัวลูกเสียชื่อเสียง อัลเบิร์ตจึงรอดพ้นตะรางอย่างหวุดหวิด

                อัลเบิร์ตเป็นคนตัณหาจัด ภรรยาถึงแม้จะรักเขามาก แต่ไม่สามารถสนองกามารมณ์คืนละ  5-6 ครั้งได้ อัลเบิร์ตไม่พอใจ แต่ก็ไม่บังคับเพราะเขาเองก็รักเธอ ดังนั้นทางออกของชายบ้าเซ็กซ์คือระบายกับผู้หญิงอื่นเมื่อเขาต้องการ.......................

                ช่วงปี 1960 อัลเบิร์ตเริ่มต้นคดีโจรกรรมงัดเงะในวัยเด็กใหม่ แต่ไปไม่รอด เขาถูกจับ โดนลงโทษรอลงอาญา

                แต่ชายบ้าเซ็กซ์ไม่ขยาด เขาเริ่มนำจิตนาการทางเพศอันวิปริตพิสดารบวกกับความกระหายอยากผิดมนุษย์ ผสมเข้ากับอาชีพโจรกรรม กลายมาเป็นการประกอบอาชญากรรมอย่างมีแบบแผน

                อัลเบิร์ต อ้างตัวว่าเป็นตัวแทนเอเยนซี่โฆษณาหานางแบบ มีหน้าที่หานางแบบมาสัมภาษณ์ และวัดสัดส่วน ผู้หญิงหลายรายมักตกหลุมพราง ยอมให้เขาเข้าไปในบ้านพูดคุย วัดสัดส่วน บางคนลงเอยด้วยการสมยอม บางคนปฏิเสธ ขัดขืน แจ้งตำรวจ แต่ตำรวจไม่เฉลียวใจว่า เขาคือคนเดียวกับนักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน ตำรวจแค่แจ้งความและให้ฉายาว่า "นักวัดตัวเจ้าเล่ห์"

                ในเดือนมีนาคม 1960 อัลเบิร์ตย่องเข้าไปลักทรัพย์ แต่ถูกตำรวจจับ ตำรวจพบสายวัดตัวในกระเป๋ากางเกง เขาถูกสอบสวนและได้รับโทษจำคุก 11 เดือน

                เมื่อออกจากคุกอัลเบิร์ตกลับเลวร้ายหนักไปอีก เขากลายเป็นตัวอันตรายอย่างแท้จริง เปลี่ยนตัวเองจากนักต้มผู้หยิงเป็นโจรกรรมและข่มขื่น พฤติกรรมเริ่มโหดเหี่ยม มีการข่มขื่นผูกขาติดกับเตียงเหมือนในหนังซาดิสม์

                ในปี 1965 อัลเบิร์ตถูกจับ เขาสารภาพว่าปล้นและข่มขื่นกว่า 1000 ราย และถูกนำขึ้นศาลเพื่อพิจารณาคดี

                ขณะนั้นเองเขาถูกส่งไปยังโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบสภาพจิตเพราะเขามีอาการจิตเภทและพยายามฆ่าตัวตาย ไม่มีใครคิดว่าเขาคือคนเดียวกับ นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน จนกระทั้งเขาเปิดปากว่าตนเป็นนักฆ่ารัดคอบอสตันกับจอร์จ นาสซาร์

                ในการสัมภาษณ์ออกทีวี อเมริกันจัสติน ทนายลีได้รับเชิญให้ปรากฏตัว เขาชี้ให้เห็นว่า เป็นความผิดพลาดของตำรวจเองที่ทำให้ฆาตกรลอยนวลอยู่ได้นาน เขาชี้ให้เห็นว่าความจริงแล้ว อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว พ้นคุกนานแล้ว แต่ในแฟ้มประวัติของตำรวจระบุว่าเขายังอยู่ในคุกในขณะที่เกิดเหตุฆาตกรรม

                ทนายลีอ้างว่า ตำรวจเคยพบอัลเบิร์ต เดอ ซัลโวในที่เกิดเหตุถึงสองครั้ง แต่เขาแสล้งชี้ตำรวจว่าฆาตกรวิ่งไปทางอื่น ตำรวจเองก็หลงเชื่อทั้งสองครั้ง อยากจะบ้าตาย!

               

                คำตัดสิน

                การพิจารณาคดีกินเวลา 6 เดือน จำเลยอ้างว่าตนวิกลจริตเข้าสู้ แต่คณะลูกขุนไม่หลงกล หลังจากรับฟังชี้แจงจากจิตแพทย์หลายนาย ลูกขุนไม่เชื่อว่าอัลเบิร์ตไม่ถึงขั้นวิกลจริต

                18 มกราคม 1968 ผู้พิพากษาได้พิจารณาโทษให้จำคุกตลอดชีวิต

                แต่หลังจากนั้นเพียง 5 วัน อัลเบิร์ตหนีออกมาได้ มีการตามล่าเต็มพิกัด แต่สองวันหลังจากนั้นอัลเบิร์ตเดินกลับเข้าคุกเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาอ้างว่าเขาแกล้งหนีเพื่อประท้วง เขาต้องการย้ายจากคุกไปโรงพยาบาลโรคจิต เพราะเขาเป็นผู้ป่วย

                ในปี 1973 หลังติดคุก 5 ปี อัลเบิร์ต เดอ ซัลโวถูกแทงตัดขั้วหัวใจตายในห้องขัง ทิ้งปริศนาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ในเวลาต่อมา

             
              
ปริศนา

                เดือนธันวาคม 2001 ทีมงานแพทย์นิติเวชแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ๆได้ขุดศพแมรี ซัลลิแวน เหยื่อรายสุดท้ายขึ้นมาพิสูจน์ดีเอ็นเอจากคราบกางเกงในของเธอ ผลปรากฏว่ามันไม่ตรงกับของเธอและไม่ตรงกับของอัลเบิร์ตด้วย ผลสรุปว่า อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว ไม่ใช้ชายที่ขมขื่นและฆ่าแมรี ซัลลิแวน

                หลานชายของ แมรี ซัลลิแวน ได้ขอร้องให้ตำรวจรื้อฟื้นคดีนี้อีกครั้งเพราะเขาไม่เชื่อว่า อัลเบิร์ต เดอ ซัลโว คือนักฆ่ารัดคอแห่งบอสตันตัวจริง

                มันยังไงกันแน่ ... มีบางคนกล่าวว่า ที่เขาให้การนั้นเขากำลังจะบอกว่าใครคือฆาตกรต่างหาก หรือเขาอาจจะโดนบังคับให้สารภาพจากฆาตกรตัวจริง

                คดีนี้กำลังถูกรื้อฟื้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว!

              
ข้อมูลจากหนังสือเลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เป็นฆาตกรของสรจักร

ขอบคุณหนังสือ ผ่าสมองคนต้องฆ่า ของโรจนา นาเจริญ

ขอบคุณ อำมหิตคดีสยอง ของสุธารัตน์ ธิติกรชัย


เรียนรู้หลักฟิสิกส์จากเลเซอร์

ขวัญ อารยะธนิตกุล,รัชภาคย์ จิตต์อารี, เชิญโชค ศรขวัญ และ นฤมล เอมะรัตต์

บทนำ

    เรื่องราวเกี่ยวกับเลเซอร์เหมือนว่าจะกลายเป็นเรื่องของเทคโนโลยีไปแล้ว ไม่มีฟิสิกส์ใหม่ ๆ ให้ตื่นเต้น แต่ทุกครั้งที่มาพิจารณา ก็เห็นว่าประกอบไปด้วยฟิสิกส์อย่างมากมาย แสงเลเซอร์มีลักษณะที่พิเศษต่างไปจากแสงแหล่งอื่นหลายประการ การทำความเข้าใจในฟิสิกส์ของเลเซอร์ นับเป็นโอกาสอันดี ที่จะได้มองภาพของฟิสิกส์ จากแง่มุมของเทคโนโลยีที่สำคัญอันหนึ่งของศตวรรษที่ 21 และการเข้าใจในฟิสิกส์ของเลเซอร์ จะเป็นกลไกสำคัญอันหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถนำเลเซอร์ไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

เลเซอร์คืออะไร?

     หลายคนนิยมที่จะเริ่มเรื่องเลเซอร์ด้วยชื่อเต็มของมัน คำว่าเลเซอร์ มาจากภาษาอังกฤษว่า L.A.S.E.R. ซึ่งย่อมาจาก Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation ถ้าแปลเป็นภาษาไทยตามตัวเลย จะได้ว่า การขยายแสงโดยการปล่อยแสงแบบถูกกระตุ้น คำว่าการขยายแสงก็คือ การเพิ่มจำนวนของโฟตอน หรืออาจจะหมายถึงการเพิ่มความเข้มแสงให้มากขึ้นก็ได้ ส่วนคำว่า Emission of Radiation ก็คือการปล่อยแสงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั่นเอง และมักจะเรียกสั้น ๆ ว่า Emission ส่วนคำว่า Stimulated ที่ขยายอยู่ด้านหน้า ของ Emission ก็บ่งว่าเป็นการปล่อยแสงแบบที่ถูกกระตุ้น ซึ่งแตกต่างจากคำที่หลาย ๆ คนรู้จักคือการปล่อยแสงแบบที่เกิดขึ้นเอง (Spontaneous Emission)

     ถ้าจะมองเลเซอร์ด้วยมุมมองของฟิสิกส์ ก็คงจะหนีไม้พ้นการอธิบายคำต่างๆ เหล่านี้ เราจะเริ่มต้นด้วยการดูดกลืนแสงของอะตอมหรือสสาร เราทราบดีว่า กระบวนการที่อะตอมดูดกลืนแสง (Absorption) นั้นหมายถึง การที่อะตอมรับพลังงานจากโฟตอน แล้วทำให้อะตอมมีพลังงานสูงขึ้น โดยปกติอะตอมจะอยู่ที่สถานะพื้น (Ground State) และเมื่อมีพลังงานสูงขึ้น เราก็เรียกว่าอะตอมอยู่ในสถานะเร้า (Excited State) จะขอยกตัวอย่าง เช่น ถ้าอะตอมที่สถานะพื้น มีพลังงาน 1.0 eV และอะตอมที่สถานะเร้า มีพลังงาน 4.0 eV ก็แสดงว่าอะตอม จะต้องได้รัยพลังงานจากโฟตอน 4.0.-1.0 = 3.0 eV ซึ่งเป็นไปตามหลักการอนุรักษ์พลังงาน แต่เนื่องจากพลังงานของโฟตอน ไม่สามารถแบ่งเป็นส่วนๆ ออกมาให้อะตอมได้ จึงต้องใช้โฟตอนที่มีพลังงาน 3.0 eV พอดี ซึ่งก็คือโฟตอนที่มีความยาวคลื่น 313 nm

     ย้อนกลับมาพูดถึงอะตอมที่อยู่สถานะเร้า มันก็จะพยายามที่จะลดพลังงานลง เพื่อจะกลับมาอยู่ในระดับชั้นพลังงานที่ต่ำกว่า ซึ่งสามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น ชนกับอะตอมอื่น แล้วถ่ายเทพลังงานให้ไป หรือปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสง ซึ่งการปล่อยแสงออกมา ก็กระทำได้สองวิธี คือ การปล่อยแสงแบบเกิดขึ้นเอง และการปล่อยแสงแบบถูกกระตุ้น โดยการปล่อยแสงแบบเกิดขึ้นเองนี้ ก็คือ กระบวนการปล่อยแสงที่เราเห็นทั่วไป เช่น แสงจากหลอดไฟ แสงจากดวงอาทิตย์ แสงจากการเผาไหม้ โดยแสงที่ปล่อยออกมา จะมีทิศทางที่ไม่แน่นอน และก็มีหลายความยาวคลื่น กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่ออะตอมอยู่ในสถานะเร้า ช่วงเวลาหนึ่งก็จะตกลงมายังสถานะพื้น เราเรียกช่วงเวลานี้ว่า Lifetime กระบวนการปล่อยแสงแบบเกิดขึ้นเอง รวมกับการดูดกลืนแสง คือ สองกระบวนการเกี่ยวข้องกับแสง ที่นักวิทยาศาสตร์สังเกตได้มานานแล้ว ส่วนการปล่อยแสงแบบถูกกระตุ้น ได้ถูกเสนอโดยไอสไตน์ในปี ค.ศ. 1917 โดยไอส์ไตน์เสนอว่า ก่อนที่อะตอมที่อยู่ที่สถานะเร้า จะกลับมาที่สถานะพื้น โดยการปล่อยแสงแบบเกิดขึ้นเอง ถ้าหากมีโฟตอนพลังงานเท่ากับช่วงต่างของพลังงาน ระหว่างสถานะเร้ากับสถานะพื้นเข้ามา อะตอมมีโอกาสที่จะกลับมาสู่สถานะพื้น โดยการกระตุ้นของโฟตอนที่เข้ามานี้ และอะตอมที่จะปล่อยโฟตอนออกมาตัวหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนกับโฟตอนที่เข้ามาทุกประการ คือ มีความยาวคลื่นเท่ากัน ทิศทางเดียวกัน เฟสเดียวกัน และโพลาไรเซชันเดียวกัน

    คำถามที่มักพบบ่อยคือเมื่ออะตอมอยู่ในสถานะเร้า แล้วมีโฟตอนเข้ามา ทำไมอะตอมถึงไม่รับโฟตอนแล้วขึ้นไปสถานะที่สูงกว่านั้น คำตอบก็คือ มันมีโอกาสเป็นไปได้ ที่อะตอมจะรับโฟตอนแล้วขึ้นไปสถานะที่สูงกว่า ซึ่งโอกาสจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันมีสถานะเร้าอันอื่น ที่ตรงกับพลังงานใหม่ของมันหลังจากที่อะตอมรับพลังงานจากโฟตอนมาแล้วหรือไม่ แต่ไม่ว่ามันจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากแค่ไหน มันก็เป็นกระบวนการที่เรายังไม่สนใจในตอนนี้ เราจะสนใจเฉพาะการที่มันมีโฟตอนเข้ามา แล้วทำให้อะตอมปล่อยโฟตอนออกมาอีกตัวหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ถ้าพิจารณาว่า เราไม่ได้มีอะตอมแค่อะตอมเดียว โฟตอนที่เข้ามาก็อาจจะถูกดูดกลืนโดยอะตอมอื่น ๆ ที่อยู่ที่สถานะพื้นก็ได้

    การปล่อยแสงแบบถูกกระตุ้นนี้ ถ้าพิจารณาในแง่ของ Input และ Output จะเห็นว่ามีโฟตอนเข้ามาหนึ่งตัว แต่ออกไปสองตัว นั้นคือ กระบวนการนี้ มีการเพิ่มจำนวนโฟตอน (Light Amplification) ดังนั้น กระบวนการนี้จึงสำคัญมากสำหรับเลเซอร์ เพราะเลเซอร์ที่เราเห็นความเข้มสูงๆ ก็เกิดจากการเพิ่มความเข้มแสง โดยกระบวนการนี้ ซึ่งเราจะได้พิจารณาต่อไปว่า ทำไมต้องใช้เวลาถึง 40 ปี หลังจากที่ไอสไตน์ได้เสนอแนวคิด เรื่องการปล่อยแสงแบบกระตุ้น ที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถประดิษฐ์เลเซอร์เครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ การทำให้เกิดปล่อยแสงแบบกระตุ้น มันมีความยากที่ตรงไหน

ความเข้าใจผิดบางประการ

    หลายคนมักใช้คำว่า อิเล็กตรอนได้รับพลังงานเพิ่ม แล้วเปลี่ยนจากสถานะพื้น ไปยังสถานะเร้าซึ่งความจริงแล้ว ระดับชั้นพลังงานที่เราพูดถึง เช่น สถานะพื้นของไฮโดรเจนมีค่า +13.6 eV นั้น เป็นระดับพลังงานของอะตอมไม่ใช้อิเล็กตรอน แม้ว่าจะไม่ผิด ที่จะบอกว่าเมื่ออะตอมมีพลังงานสูงขึ้น ก็ทำให้อิเล็กตรอนมีพลังงานสูงขึ้น ที่กล่าวว่าผิดและไม่ควรใช้อิเล็กตรอน ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก อะตอมโดยทั่วไปมีอิเล็กตรอนหลายตัว และเมื่อเราใช้คำว่า อิเล็กตรอนเปลี่ยนชั้นพลังงาน เราจะหมายถึงอิเล็กตรอนตัวไหน จะตอบว่าตัวนอกสุด (Valence Electron) ก็ไม่เป็นจริงเสมอไป ประการที่สองที่ได้กล่าวมาแล้วก็คือ พลังงานที่เรากล่าวถึง ไม่ใช่พลังงานของอิเล็กตรอน แต่เป็นพลังงานของอะตอม ตัวอย่างเช่น ค่าพลังงาน +13.6 eV ของไฮโดรเจน จะหมายถึงพลังงานรวมของอะตอมของไฮโดรเจน ที่ประกอบด้วย พลังงานจลน์และพลังงานศักย์

     ซึ่งพลังงานจลน์จะประกอบด้วยพลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนและพลังงานจลน์ของโปรตอน ซึ่งก็ถูกถ้าจะมีใครบอกว่า พลังงานจลน์ของโปรตอนประมาณว่าเป็นศูนย์ เพราะมีขนาดใหญ่กว่าอิเล็กตรอนมาก และแทบจะไม่เคลื่อนที่ นั่นคือพลังงานจลน์เป็นของอิเล็กตรอนแทบจะทั้งหมด ส่วนพลังงานศักย์ซึ่งก็คือพลังงานศักย์ไฟฟ้านั้น ไม่ใช่พลังงานศักย์ไฟฟ้าของอิเล็กตรอน หรือ พลังงานศักย์ไฟฟ้าของโปรตอน การพูดถึงพลังงานศักย์ของอนุภาค แต่ละตัวถ้าวิเคราะห์จริง จะไม่มีความหมายเลย เราจะต้องพูดว่า เป็นพลังงานศักย์ของระบบโปรตอนกับอิเล็กตรอน เพราะถ้ามีแต่อิเล็กตรอนไม่มีโปรตอนก็ไม่มีพลังงานศักย์ไฟฟ้า เช่นเดียวกับพลังงานศักย์โน้มถ่วง Ep = mgh เราอาจจะบอกว่าเป็นพลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุ แต่ต้องเข้าใจว่า เป็นพลังงานศักย์โน้มถ่วงของระบบโลกกับวัตถุ เพราะถ้าไม่มีโลกก็ไม่มีพลังงานศักย์โน้มถ่วงนี้ แม้ว่ายังจะมีวัตถุอยู่ที่เดิมก็ตาม

 

     พลังงานศักย์ไฟฟ้าของระบบโปรตอนกับอิเล็กตรอนในอะตอมของไฮโดรเจนนั้น มีค่าเป็น
27.2eV (ควรจะสังเกตว่า 27.2 เป็นสองเท่าของ 13.6) ซึ่งจะมีค่าเป็นเท่าใดนั่นขึ้นกับการกำหนดตำแหน่งอ้างอิง ที่ให้พลังงานศักย์เป็นศูนย์ และเรานิยมที่จะกำหนดให้ค่าออกมาเป็นลบ เพื่อแสดงถึงการยึดเหนี่ยวกันระหว่างโปรตอนกับอิเล็กตรอน ส่วนพลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนนั้นมีค่าเป็น +13.6eV (ใส่เครื่องหมายบวกเพื่อเน้นให้เห็นถึงค่าที่เป็นบวก เพราะพลังงานจลน์ติดลบไม่ได้) และเมื่อเราคำนวณพลังงานรวมจึงได้เป็น 27.2 + 13.6 = -13.6 eV

    จะเห็นได้ว่า จากหลักการของการเกิดเลเซอร์เบื้องต้นนี้ เราสามารถนำมาสอนให้นักเรียนนักศึกษามีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องของอิเล็กตรอนในอะตอม และโครงสร้างอะตอมได้อย่างเห็นภาพชัดเจนขึ้น


แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ (Jack The Ripper) จอมชำแหละพิสดาร (ตอนที่ 1)

โดย cammy

                     
จอมชำแหละพิสดาร
               
         เขาคือฆาตกรที่คนรู้จักกันทั่วโลก เขาคือฆาตกรที่มีแฟนคลับมากที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่คดีที่เขาก่อเทียบไม่ได้กับความโหดในยุคปัจจุบัน แต่จุดเด่นคือความลึกลับ ปริศนาที่พยานหลายคนให้การต่าง ๆ ไม่เหมือนกันเลยสักคน เขาคือใครกันแน่ ทำแบบนี้เพื่ออะไร และทำไมเขาถึงหายไปหลังจากจัดการเหยื่อรายสุดท้าย ?

          รู้จักสถานที่เกิดเหตุคดีในตำนานดีกว่า
                ย้อนไปใน ลอนดอน เมื่อ ค.ศ. 1888 เป็นช่วงเวลาของ เจ้าหญิงวิคตอเรีย เป็นยุคที่ถือว่า เจริญรุ่งเรือง มาใน ลอนดอน ยุคนั้น แต่อีกด้านนึงคือ  ตรอกไว้ท์แช็พเพล สถานที่นี้อยู่ในเขตอีสต์เอ็นต์ของลอนดอน บริเวณดังกล่าวขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดของลอนดอนและเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่อัปยศหดหู่ที่สุดในประเทศ    จนได้รับฉายาว่าเป็นแผลเน่าบนความยิ่งใหญ่ของลอนดอนเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก

ประชากรที่นี้อาศัยอยู่ราว 90,000 คน คนส่วนใหญ่ในย่านนี้ว่างงานและยากจน ต้องหาเช้ากินค่ำมีชีวิตไปวัน ๆ อาชีพที่นิยมในย่ามนี้คือขายบริการโดยเฉพาะผู้หญิง รวมทั้งหัวขโมย นักย่องเบา คนจรจัดที่ไร้ที่อยู่อาศัย

ในปี 1888 ที่เกิดคดีสังหารต่อเนื่องขึ้น ทั่วกรุงลอนดอนมีโสเภณี 1200 คน อยู่ในเขตอี๊สต์ มีถึง 237  โสเภณีมักถูกคุกคามจากพวกแก๊งจารชน ฆาตกรที่หวังทรัพย์สินของผู้ตาย หากพวกเธอขัดขืนก็ถูกฆ่าตาย ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งมาก แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจกับเหตุการณ์นี้มากนัก เพราะถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในย่านนี้

จนกระทั้งมันเกิดคดีนี้ขึ้น และมันทำให้ไว้ท์แซ็พเพลเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกขึ้นมาทันใด


              
                เหยื่อรายที่ 1 จุดเริ่มต้น       
                แมรี่ แอนน์ นิคอลส์ เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 1845 เธอแต่งงาน กับ วิลเลี่ยม นิคอลส์ ในปี 1864 มีลูกด้วยกัน 5 คน เขาและแมรี่ แยกทางกัน แมรี่ จึงไปเป็น โสเภณี เพื่อเลี้ยงดูชีพ ในระหว่างปี 1883-87 เธอไปอยู่กับพ่อของเธอ............  จนกระทั้ง วันที่ 31สิงหาคมค.ศ.1888
               ชารล์ส คร้อสส์ พนักงานขับรถ  กำลังเดินผ่านบริเวณคอกแพะตอนตี 4 ของวันที่ ตอนนั้นยังไม่สว่างเท่าไหร่นัก และอากาศยังชื้นอยู่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นปกติของกรุงลอนดอน ตอนที่ชารล์สกำลังจะเดินเข้าบ้านนั้น ก็ได้เห็นบางสิ่งนอนอยู่บนพื้นดินบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งดูคล้ายกับผ้าใบหรืออะไรสักอย่าง จึงได้เดินเข้าไปดู จึงได้เห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่ และเห็นชายอีกคนกำลังเดินมาทางนี้ ชารล์สจึงเรียกชายคนนั้น(ภายหลังก็รู้ว่า โรเบิร์จ พอล พนักงานขับรถเหมือนกัน) คือเพื่อที่จะให้มาช่วยกันเพราะนึกว่าผู้หญิงที่นอนอยู่กำลังเมาหรืออาจจะโดนทำร้าย ทั้งสองจึงพยายามที่จะช่วยเธอในบริเวณนั้นที่ยังมืดอยู่ แต่พอทั้งคู่เห็นว่าผู้หญิงคนนี้มีบาดแผลที่บริเวณลำคอที่เกือบทำให้ศีรษะขาด จึงตกใจมากและรีบไปแจ้งตำรวจ และไม่กี่นาทีต่อมาก็พาตำรวจมายังบริเวณที่เกิดเหตุ นายตำรวจ จอห์น นีล ก็ได้เห็นถึงสภาพอันน่ากลัวของเธอ มีรอยเลือดไหลออกมาจากลำคอที่เกือบขาดและหู ดวงตาของเธอเบิกกว้าง มือและเท้าเริ่มเย็น เมื่อเห็นว่าไม่ได้การแน่แล้ว นีล จึงเรียกตำรวจและหมอกับรถพยาบาลมายังที่เกิดเหตุ จากนั้นจึงเดินไปยังบ้านละแวกใกล้เคียงเพื่อสอบถามถึงสิ่งหรือเสียงที่ผิดปกติหรือน่าสงสัยแต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไร 
               
                ต่อมา นายแพทย์รัส์ ร้าล์ฟ ลิเวนลีน ก็มาถึงและลงมือชันสูตร และชี้ถึงสาเหตุการตายว่าคือบาดแผลฉกรรจ์ที่ลำคอจนทำให้เธอถึงแก่ความตาย แต่ทว่ายังมีบางส่วนต่างของร่างกายของเธอยังอุ่นอยู่ และตายไม่เกินกว่า 1 - 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา หรืออาจจะแค่ไม่กี่นาทีหลังจากที่นายชารล์ส เดินมาพบเธอก็ได้ ซึ่งตรงนั้นน่าจะเป็นบริเวณที่เธอถูกฆาตกรรม ซึ่งมีเลือดเปรอะพื้นอยู่ และเสื้อผ้าของเธอก็ชุ่มไปด้วยเลือด บนคอของเธอมีรอยกรีดด้วยของมีคมถึง 2 ครั้งด้วยกัน เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและเยื่อบุช่องท้องได้รับบาดเจ็บ

จากผลการชันสูตรได้พบรอยถลอกบนขากรรไกรเหลืออยู่บาดแผลที่ช่องท้องที่แสดงรอยมีดที่ขรุขระและลึก ซึ่งคาดว่าผู้ที่ลงมือน่าจะถนัดซ้ายเพราะจากบาดแผลเหล่านี้และความยาวใบมีด เห็นได้ชัดว่าฆาตกรน่าจะมีความรู้ด้านกายวิภาคไม่น้อย

ภายหลังหมอชันสูตรศพเสร็จแล้ว  ตำรวจได้พา วิลเลี่ยม นิคอลส์กับลูกชายคนที่ 3 มาตรวจศพ เมื่อวิลเลี่ยมเห็นสภาพศพที่ถูกทำลายยับเยินถึงกับเอ่ยว่า

"เห็นเธอเป็นแบบนี้แล้ว ฉันยกโทษในสิ่งที่เธอทำมาในอดีตทั้งหมดเลย"

ศพของแมรี่ แอนน์ นิคอลส์ถูกฝังในสุสารวิลฝอร์ดเมื่อวันที่ 6  กันยายน 1888

ขณะตำรวจกำลังมืดแปดด้าน ก็มีชายผู้หนึ่งให้ความช่วยเหลือ บอกว่า สงสัยว่าจะเป็นชายอันธพาลคนหนึ่งที่มีฉายา "ผ้ากันเปื้อนหนัง"  ชอบรีดไถโสเภณี และขู่ว่าจะฆ่า หลายต่อหลายครั้ง ตำรวจทราบจึงจะเข้าจับคุม แต่คนร้ายไหวตัวทันหนีไปหลบ ในบ้านญาติ ทำให้ตำรวจไม่สามารถจับตัวได้

และหลังจากนั้น 8 วัน หลังเหตุการณ์ แมรี่ แอนน์ นิคอลส์ก็เกิดคดีแบบนี้ขึ้นอีกและตำรวจก็พบหลักฐานชิ้นเดียวของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้

"เศษผ้ากันเปื้อน"

               

               
                เหยื่อรายที่ 2


                แอนนี่ แช๊ปแมน เธออาศัยอยู่กับ สามี ของเธอ จอห์น แช๊ปแมน เธอมีลูกด้วยกัน 3 คน ลูกคนแรกเธอ เอมิลี่ เสียชีวิต จากโรคเหยื่อสมองอักเสบ เมื่ออายุ 12 ปี ลูกชายของเขา จอห์น พิการและถูกส่งไปยังสถานรับเลี้ยงคนพิการ ลูกคนที่สามของเธอ จอร์จิน่า ถูกส่งไปยังสถาบันที่ฝรั่งเศษ แอนนี่ เป็นหญิงที่ฝันเฟื่อง เมื่อลูกสาวเสียชิวิต เธอจึงออกจากครอบครัว มาอาศัยอยู่กับช่างทำตะแกรงเหล็ก แต่ไม่นาน เมื่อ ช่างทำตะแกรงเหล็กรู้ว่าเธอ ดื่มหนักมาก ทั้งสองจึงหย่าร้างกัน ปีที่เกิดเหตุแอนนี่ อายุได้ 47 ปี สูง 5 ฟุต สุขภาพของเธอไม่ค่อยดีนักเป็นโรคปอด และ เนื้อเหยื่อสมองอักเสบ เธอมีชิวิตอยู๋ได้ไม่นาน แต่ก็ไม่ได้จบชีวิตเพราะโรคร้าย โดย ฝีมือ ของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์    
                วันที่ 7 กันยายน 1888 05.20-05.30 น. ช่างไม้ที่อาศัยอยู่บริเวณ ถนน ฮันเบอรี่ ได้ยินเสียงคนคุยกันบริเวณ ลานหน้าบ้าน เป็นเสียงของคนถกเถียงกัน แล้วก็มีเสียง คน หรือ อะไรบางอย่าง กระแทกเข้ากับไม้อย่างแรง แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไร เพราะนึกว่าเป็นแค่เสียงคนทะเลาะกัน ต่อมา 05.45 น. - 06.00 จากนั้น จอห์น เดวิส พนักงานขับรถ บนถนนฮันเบอรี่ ซึ่งพักอยู่ในบ้านเลขที่ 29 ถนนฮันเบอรี่ ลงมาที่ชั้นล่าง และเข้าไปในลานบ้าน ได้พบกับร่างของ แอนนี่ แช็ปแมน เธอนอนขนาบกับ แนวรั้วบ้าน ศีรษะห่างจากบันได 6 นิ้ว แขนซ้ายวางพาดหน้าอกซ้าย หน้าเจ็มไปด้วยเลือด และ ลำคอ ถูกเชือดแผลเหวอะหวะ กระโปงถูกถกขึ้นถึงหัวเข่า พอเห็นดังนั้นจึงตะโกนเรียกคนใด ทุกคนรุมดูสภาพศพที่น่ากลัวนอนจมกองเลือด
                ใน ช่วงเช้า หมอได้ชันสูตรเบื้องต้นเห็นใบหน้าที่บวมเป่ง ลิ้นซึ่งบวมเช่นกัน แลบออกมาระหว่างฟัน แขนขาเริ่มแข็ง ลำคอถูกเชือดแผลลึกประมาณ 2 นิ้ว และตายมาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เห็นชัดว่าฆาตกรได้จับขากรรไกลล่างเพื่อปาดคอ ช่องท้องเปิดอ้าและลำไส้ถูกควักออกมาวางไว้เหนือไหล่ บางส่วนของเนื้อท้องทั้งสองด้านของอวัยวะเพศ สะดือและมดลูกและสองในสามของกระเพาะปัสสาวะถูกควักออกจากร่างกายและหายไปจากที่เกิดเหตุ เขาคิดว่า น่าจะฆาตกรรมบนลานบ้านเพราะบริเวณอื่นไม่มีรอยเลือด

ต่อมาได้กระทำการสำรวจบริเวณพบศพ กระเป๋าของแอนนี่ ซึ่งเปิดอ้าอยู่ตกอยู่ใกล้ๆ และยังมีข้าวของอื่นๆ ผ้ามัสลินเนื้อหยาบผืนหนึ่ง หวี ซองจดหมายเก่าๆ ใส่ยาสองเม็ดและที่ซองมี อักษร เอ็ม นอกจากนั้นยังมี แหวนทองเหลืองสองสามวงที่เพื่อนเธอให้ไว้ บรรดาตำรวจ นักสืบ ได้ปรึกษาและวิเคราะห์คดีและได้ลงความเห็นว่า เป็นฝีมือของฆาตกรคนเดียวกับคดี ฆ่า แมรี่ แอนน์ นิคอลส์ และได้รีบทำการค้นหาตัวผู้ต้องสงสัยในทันที        

               ผู้ต้องสงสัย ในคดี แอนนี่ แช็ปแมน มีหลายรายแต่ รายที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดคือ ไพเซอร์ ฉายา ผ้ากันเปื้อนหนัง เป็นชาวยิวโปลิช และเป็นช่างทำรองเท้า วัย 30 หลังจากตำรวจไล่ล่าอยู่อาทิตย์กว่า ในที่สุดวันที่ 10 กันยายน เขาก็จนมุมในบ้านญาติเลขที่ 22 ถนนมัลเบอรี่ และถูกนำตัวไปสถานนีตำรวจ ตำรวจพบ มีดยาว 5 เล่มในบ้านพักของ ไพเซ่อร์ แต่ ไพเซ่อร์ยังอ้างว่า เป็นมีดที่เขาไว้ทำรองเท้าหนัง อันเป็นอาชีพของเขา หลังจากถูกขัง อยู่ 2 วัน ไพเซ่อร์ ได้ถูกปล่อยตัวจากห้องขัง เนื่องจาก การสอบสวนเขา มีพยานหลักฐานในวันที่ และ เป็นความจริง ในช่วงสองสามวันตำรวจได้จับผู้ต้องหา 7 ราย แต่คนที่ตำรวจหามากที่สุดคือ กุ๊ก เฮนรี่ พิกก๊อทท์ วัย 53 ปี เพราะมีคนพบเขาในวันเกิดเหตุคดีแรกที่ ไวท์แชมเพล แต่ พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ชี้ว่า คนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับคนในคดีแรก พิกกอทท์ จึงถูกปล่อยตัว ต่อมา จากการกดดัน จากหนังสือพิมพ์ กระทรวงมหาดไทยเลย สั่งให้ปิดคดีให้เร็วที่สุด โดยมีเงินรางวัล สำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแส ให้กับทางตำรวจ จากนั้นก็จับผู้ต้องหาอีก 2-3 คนแต่ทั้งหมด มีอาการทางประสาท เกือบทั้งหมด และ ก็มีพยานหลักฐานครบถ้วน 

                ยิ่งสอบสวนยิ่งน่าอัศจรรย์ใจที่ว่าฆาตกรสามารถหลบหนีลอยนวลอย่างเหลือเชื่อ ทั้ง ๆ ที่มือเขาโชกเลือดและถือมีดและหอบอวัยวะภายในเหยื่อไปด้วย

                เอาอวัยวะเหยื่อไปทำไม ?

                ศพของแอนนี่ แช็ปแมน ได้รับการยืนยันจากอามีเลีย ปาล์มเมอร์ และทิโมธี โดนแวนน้องชายของเธอ เธอถูกฝังเงียบ ๆ ในสุสานเนเนอร์พาร์คในวันที่ 14 กันยายน

แต่ดูเหมือนว่า ในคดี แอนนี่ แช็ปแมน จะยังไม่โหดพอสำหรับให้ชาวลอนดอน เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน ต่อจากนั้น เกิดคดี ฆาตกรรมสยองขวัญมากที่สุดในลอนดอน เป็นการฆาตกรรมแบบ 2 ราย ในคืนเดียว และทั้งสองศพ เวลาการตายห่างกันไม่ถึง ชม


               
                เหยื่อรายที่ 3  อ ลิซาเบ็ธ สไตรค์
               อลิซาเบ็ธ สไตรค์ เธฮเกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษจิกายน 1843 และเธอ ได้ขึ้นทะเบียนเป็น โสเภณี หมายเลข 97 ในวันที่ 29 กันยายน เวลา 18.30 น. อลิซาเบ็ธ แทนเน่อร์ กับ อลิซาเบ็ธ สไตรค์ได้ไปดื่มเหล้าด้วยกัน ในเวลา 23.45 น. วิลเลี่ยม มาแชล ซึ่งเป็น กรรมกร เขาเห็น การสนทนาของหญิงชายคู่หนึ่ง แล้วทั้งสองฝ่ายก็จูบกันแล้วฝ่ายชายก็พูดขึ้นว่า "เธอจะพูดอะไรก็ได้ ยกเว้น สวดมนต์" และทั้งสองก็เดินไป สู่ ดั๊ทฟิลด์สย้าร์ด

 30 กันยายน เวลา 01.00 น.

หลุยส์ ดีมชู้ทซ์ เป็นชาวยิว รัสเซีย เป็นพนักงานสโมสรการศึกษาวิชาชีพ ของกลุ่มคนนิยมชาวยิวก่อนที่ดีมชูทซ์จะนำม้าไปเก็บในคอกที่จ๊อร์จย้าร์ด
              แต่ม้าไม่เต็มใจเข้าไปในลาน มันกลับเลี้ยวไปทางซ้าย ดีมชูทซ์มองไปที่พื้น พบสิ่งแปลกประหลาดอย่างหนึ่งจึงลองเขี่ยดู ด้สวยด้ามแส้ จากนั้นก็จุดไม้ขีดขึ้น แล้วส่องดู ปรากฏว่าเป็นร่างของหญิงสาว ดีมชูทซ์ รีบวิ่งเข้าไปในสโมรสร เพราะกลัวว่าคนร้ายยังอยู่แถวนั้น และจากนั้นเขา ได้เห็น ฆาตกรวิ่งหนี ไปเมื่อตอนที่เขาวิ่งเข้ามาในสโมสร จากนั้น ดีมชูทซ์ รีบวิ่งขึ้นไปดู ภรรยาชั้นบนทันทีด้วยความเป็นห่วง แต่หล่อนยังอยู๋กับคนอื่นๆ จากนั้น ดีมชูทซ์ เล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง ว่าไม่รู้ว่า ผู้หญิงคนนั้น เมาหลับไป หรือ ตายแล้ว พวกเขาจึงไปดูศพ เห็น ผู้หญิงแขนวางผาดเหนือท้องนิดหน่อย และข้อมือชุ่มไปด้วยเลือด ที่ลำคอถูกกรีด เป็นทางยาว พวกเขาจึงรีบเรียกตำรวจมาดูแพทย์สองนาย ได้มาตรวจดูศพของ อลิซาเบ็ธ สไตรค์ มีรอยแผลที่คอถูกกรีดยาว 6 นิ้ว เริ่มจากด้านซ้ายต่ำกว่า ขากรรไกร 2.5 นิ้ว กรีดตัดหลอดลมขาด สภาพศพเหมือนกับ แอนนี่ แช็ปแมน   
                ในช่วงรุ่งเช้า 30 กันยายน 1888 ขณะตำรวจกำลังวุ่นวายกับการชันสตรและชันสูตรอลิซาเบ็ธ สไตรด์ ฆาตกรได้ลงมือจัดการเหยื่อต่อไปอย่างท้าทาย ไม่ถึงชั่วโมง และสนองต่อความปรารถนาค้างคาใจของเขา

   
                     
                  เหยื่อรายที่ 4  คัทรีน เอ๊ดโดว์ส

  คัทรีน เอ๊ดโดว์ส เกิดในเมือง วู๊ล์ฟเวอร์ แฮมตั้น เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1842 ขณะที่เสียชีวิต คัทรีน อายุ 47 ปี เธฮสูง 5 ฟุต วันเกิดเหตุ เธอสวมหมวกฟางสีดำ ขลิบกำมะหยี่ เขียวและดำ สวมร้อยลูกปัดสีดำ และคาดผ้ากันเปื้อนสีขาว

  29 กันยายน เวลา 20.30

  ตำรวจผู้หนึ่ง พบ คัทรีน เดินอยู่บนถนน และทำเสียง เลียนสัญญาณดับเพลิง และเดินเซไปเซมา ตำรวจถามชื่อของเธอ เธอตอบว่า ไม่มี ตำรวจจึง นำตัวเธอไปขังในห้องขังเพื่อ สงบสติอารมณ์ วันที่ 30 กันยายน 00.50 คัทรีน ถูกปล่อยตัว ตำรวจถามชื่อเธฮอีกครั้งเธอตอบว่า แมรี่ แอนน์ แคลลี่ 01.00 (เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พบศพอลิซาเบ็ธ สไตร์ค บนถนนเบอร์เน่อ) ก่อนออกจากโรงพัก ตำรวจวานให้เธฮปิดประตูหน้าให้ด้วย เธอจึงตอบว่า

 "ได้จ้ะ พ่อไก่แก่"

 นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินจากปากของ คัทรีน เธอยังคงพาดผ้ากันเปื้อน เดินตรงไปยัง จตุรัสมิตร 01.45 น. (45 นาทีหลังจากพบศพของ อลิซาเบ็ธ สไตร์ค) พลตำรวจ เอ๊ดเวิร์ด วัทกิ้นส์ ได้เดินเข้าไปตรวจ ในจตุรัสมิตร เป็นพื้นที่ 4 เหลี่ยม ที่สามารถ เข้า-ออก ได้ 3 ทาง เขาพบกับ ศพของหญิงสาวนอนจมกองเลือด อยู่ทางใต้ของจตุรัสมิตร วัทกิ้นส์ ถูกเชือดคอ และ ถกกระโปรงขึ้นมาเหนือสะเอว ท้องถูกกรีด ลำไส้ทะลัก วัทกิ้นส์ได้กล่าวว่า "ผมเป็นตำรวจมานาน แต่ไม่เคยเห็นภาพน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน รอยแผลถูกปาดอ้าขึ้นมาเหมือนหมูในตลาด"

                 และในบริเวณใกล้เคียงมีการเขียนข้อความด้วยชอล์กในกำแพงตึกว่า

                 "The Juwes are the men that will not be blamed for nothing" แปลเป็นไทยว่า ชาวยิวไม่มีความผิด พวกเขาไม่สมควรถูกตำหนิ

                  ภายหลังหลายฝ่ายได้ให้ความเห็นว่าข้อความนี้คนเขียนอาจไม่ใช้ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์แต่มันมีอยู่ก่อนแล้ว
           การไต่สวนหาสาเหตุการตายในวันที่ 4 ตุลาคม 1888 แพทย์ทั้งหมดที่ทำการชันสูตรได้พูดตรงกันหมดเรื่อง ฆาตกร มีความสามารถทางกายภาพหรือเป็นหมอผ่าตัด เพราะบริเวณที่ทำการเชือดนั้น ทำให้เครื่องในร่างกายไม่เสียหาย เพียงแต่นำมันออกมาจากร่างกาย ตำรวจจึงชี้ประเด็นไปที่ นำอวัยวะไปขายให้กับ โรงพยาบาล แต่จากการสืบสวน ไม่มีโรงพยาบาลที่ได้รับการขายอวัยวะ แต่ตำรวจยังคงสงสัยกับการที่คนร้ายสามารถเดินไปเดินมาบนถนนโดยที่ตัวชุ่มเลือด ได้อย่างไร ทั้งข่าวหนังสือพิมพ์ และ สื่อมวลชน ต่างตื่นตระหนก กับเหตุการณ์ ดังกล่าว จึงเริ่มมีผู้แจ้งเบาะแส บางกลุ่มก็เรียก ฆาตกรรณรายนี้ว่า ฆาตกรไวท์แชมเพล บ้าง ฆาตกรฆ่าโสเภณี บ้าง แต่ชื่อที่ถูกยอมรับมากที่สุดคือ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ แต่ในที่สุดก็มีนายแพทย์ ซอนเดอร์ส เชื่อว่า การชำแหละร่างกาย ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าคนร้าย มีทักษะทางกายภาพแต่อย่างใด และยังบอกอีกว่า จุดมุ่งหมายยังคงเป็นการขโมยอวัยวะสำคัญ 
                  ต่อมาการสืบสวนสอบสวนผู้คนในจตุรัสมิตรในคดีของคัทรีน ไม่มีใครพบเห็นผู้ต้องสงสัยหรือคนร้ายเลย มีก็แต่ ผู้พบศพคนแรกเท่านั้นแต่เนื่องจากมืดมากทำให้ไม่เห็นว่า เป็นหญิงหรือชาย สูงเท่าไร แต่งกายอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ฆาตกรหอบหิ้วมีด เศษผ้ากันเปื้อน ไตและมดลูกหายไปอย่างไร้ร่องรอย


แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ (Jack The Ripper) จอมชำแหละพิสดาร (ตอนที่ 2)

 

               ความจริงแล้วคำว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ไม่ใช้ฉายาที่ตั้งโดยตำรวจหรือผู้เชื่ยวชาญแต่อย่างไร แต่มันเป็นนามปากกา จากจดหมายลึกลับฉบับหนึ่ง

                ทำไมเขาถึงตั้งฉายาแบบนี้ นักวิเคราะห์ตอบง่าย ๆ ว่าคำว่า "แจ๊ค" เป็นชื่อสามัญที่เรารู้จักกันดี และยังเป็นการได้รับแรงบันดารใจจากฆาตกรผู้โด่งดัง คือ แจ๊ค สันเท้าสปิงค์ ส่วน  "ริปเปอร์" แปลว่า ผู้ตัด ฉีก ทิ้ง อันเป็นพฤติกรรมที่กระทำต่อเหยื่อเขานั้นเอง

                หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งแรกในไว้ท์แช็พเพล ตำรวจและเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ได้รับจดหมายเป็นจำนวนนับพันฉบับ แต่จดหมาย(และไปรษณียบัตร)จากผู้อ้างตัวเป็นฆาตกรได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดมี 3 ฉบับ เท่านั้นคือ เจ้านายที่เคารพ แจ๊คจอมซ่า และจากนรก แต่ใช้ว่าทั้งสามฉบับนี้เป็นจดหมายสำหรับคนเดียวกัน ทั้งคนเขียนจดหมายทั้งสามฉบับอาจไม่ใช้ฆาตกรก็ได้ แต่ทั้งสามฉบับนี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจเท่านั้นเอง

                และเนื้อหาจดหมายมันเขียนว่าอะไรล่ะ ...............


               จดหมาย "เจ้านายที่เคารพ"

                จดหมาย "เจ้านายที่เคารพ" เป็นฉบับแรก ที่กล่าวถึง นามว่า "แจ๊ด เดอะ ริปเปอร์ เป็นจดหมายลงวันที่ 28 กันยายน 1888  ไปยังสำนักข่าวเซ็นทรัล หลังจากฆาตกรรม แอนนี่ แซ็ปแมน 17 วัน เขียนด้วยลายมือหมึกแดง มีข้อความดังนี้

                                                                                                                               
              25 กันยายน 1888

               เจ้านายที่เคารพ
              ผมได้ยินอยู่เรื่อยว่าตำรวจจะจับผม แต่พวกเขายังหาตัวผมไม่ได้เลย ผมได้แต่หัวเราะเมื่อดูพวกเขาช่างฉลาดล้ำและคุยโวว่ากำลังตามตัวไปถูกทาง เรื่องตลกเกี่ยวกับ ผ้ากันเปื้อนหนัง ทำให้อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ ผมอยากกำจัดพวกโสเภณีและผมไม่สามารถหยุดเชือดพวกหล่อนได้จนกว่าจะเอาพวกหล่อนมาคาดรอบพุง งานชิ้นสุดท้ายช่าง ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผมไม่ให้โอกาสสุภาพสตรีผู้นั้นร้องแม้แต่แอะเดียวตำรวจจะจับผมได้อย่างไรกัน ผมรักงานของผมและอยากจะลงมืออีก ในไม่ช้า คุณ จะได้ยินเรื่องราวของผมอีก เล็กๆน้อยๆ เป็นงานอันสนุกของผม ผมอุส่าเกบเลือดไว้ในขวดเบียร์เพื่อเอาไว้ใช้เขียน แต่มันข้นเหมือนกาวผมเลยใช้มันไม่ได้ แค่หมึกแดงก็เพียงพอแล้วสำหรับผม           ฮ่าๆๆๆ  งานต่อไปของผมก็คือ         ผมจะตัดหูของสุภาพสตรีส่งให้

             (ด้านหลัง) เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อความสนุกน่ะ คุณว่าไหมขอให้เก็บจดหมายนี่ไว้ก่อน จนกว่าผมจะทำงานเล็กๆน้อยๆเสร็จก่อน แล้วค่อยส่งให้ตำรวจทันที มีดของผมคมมากและน่าใช้ จนผมต้องออกไปทำงานเดียวนี้    ขอให้โชคดี
                                                                                                                                         ด้วยความจริงใจ
                                                                                                                                       แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์


                คงไม่ว่านะที่ผมจะใช้ยี่ห้อประจำตัว

                ถัดลงมา ตรงมุมซ้ายของหน้ากระดาษ เขียนไว้ว่า

                คงไม่ดีนักที่จะส่งจดหมายนี้ก่อนที่หมึกแดงจะหลดออกจากมือ โชคยังไม่มีเลย อ้อ พวกเขาว่าผมเป็นหมดด้วยล่ะฮ่า ๆ


                ไปรษณีย์แจ็คจอมซ่า

                วันเดียวกับเดียวกับการเกิดคดีฆาตกรรมสองครั้งซ้อน สำนักข่าวเซ็นทรั่ลได้รับไปรษณียบัตรเปื้อนเลือดสกปรก ไม่ลงวันที่ แต่ประทับตราต้นทางไว้ที่ 1 ตุลาคม ลายมือและทำนองเหมือนฉบับแรกใจความว่า

            
                
ฉันไม่ได้เข้าประจบนายเก่าของฉันตอนหรอกน่ะ  ที่ฉันให้รางวัลนี้แก่คุณเพิ่ม

คุณคงได้เห็นงานของแจ็คจอมซ่า  เมื่อวานนี้ คราวนี้ฉันทำถึงสองงานซ้อนเชียวนะ งานแรกมีเสียงร้องออกมานิดหน่อย งานเลยไม่เสร็จเรียบร้อย ไม่มีเวลาตัดหูมาให้ตำรวจเลย ขอบคุณที่เก็บจดหมายฉบับก่อนไว้จนฉันทำงานอีกครั้ง

                                                                                                                                         แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์

               
              
อย่างไรก็ตามคนเขียนไปรษณีย์บัตรนี้อาจไม่ใช้ฆาตกรก็ได้ เพราะอาจฟังข่าวในเช้าที่เกิดเหตุ และส่งถึงสำนักงานข่าวเซ็นทรัสเลยก็ได้

                ปัจจุบันไปรษณีย์ของจริงนี้สูญหายอย่างลึกลับ ไม่มีใครได้พบเห็นไปรษณีย์บัตรฉบับนั้นอีกเลย


                จากนรก

                  วันอังคารที่ 16 ตุลาคม 1888 จ๊อร์จ เอคิ่น ลัสก์ ประธานกรรมการป้องกันภัยของไวท์แช็พเพลได้รับพัสดุกล่องเล็ก ๆ ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล เมื่อเขาเปิดออกดเขาตกตะลึงเมื่อพบ......

                    ไตครึ่งซีกส่งกลิ่นเหม็นมันถูกตัดแบ่งเป็นทางยาว มีจดหมายแนบใจความว่า


                                                                                                          จากนรก

                                มิสเตอร์ลัสก์

                                ท่านที่เคารพ

                ผมได้ส่งครึ่งหนึ่งของไตที่เอามาจากผู้หญิงคนหนี่งและเก็บรักษาแบ่งให้คุณ ส่วนอีกส่วนได้ทอดและกินไปแล้ว มันช่างอร่อยมาก  ผมจะส่งมีดเปื้อนเลือดที่หั่นมันออกมา ถ้าคุณรออีกสักพัก   

                                                                    ลงชื่อ                                                                จับฉันเลยเมื่อ

                                                                                                                                               คุณสามารถจับได้

                                                                                                                                                มิสเตอร์ลัสก์

              
               
แต่เขาเก็บเรื่องนี้เอาไว้และบอกสมาชิกในคณะเช้ารุ่งขึ้น

                และจากการตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นไตของคนจริง ๆ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าของใดเป็นใครกันแน่ อาจเป็นศพที่โรงบาลแพทย์ หรือ อาจเป็นไตจากศพของนางคัทรีนที่ศพพบว่าไตหายได้สูญหายไป

                ตำรวจที่สืบสวนคดีนี้สืบหาที่มาของจดหมายทั้งสามฉบับ ทั้งตั้งรางวัลนำจับหรือแจ้งเบาะแสและ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่จนแล้วจนรอดคดีก็ไม่คืบหน้า จนกระทั้ง.......................


                เหยื่อรายสุดท้าย

                พวกแฟนพันธุ์แท้ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ มักถกเถียงกันในเรื่อง เหยื่อของแจ๊ค อยู่เสนอ ว่าแท้ที่จริงแล้วแจ๊คสังหารผู้หญิงรวมทั้งหมดกี่คนกันแน่

                บ้างก็ว่า 7 บ้างก็ว่า 13 ราย บ้างก็ว่า 4 ราย (ซึ่งลำดับเหยื่อที่ผมมาไว้บทความนี้  พวกแฟนพันธุ์แท้มี ความเห็นตรงกันว่าเป็นฝีมือของฆาตกรคนเดียวกันอย่างแน่นอน) แต่อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายล้วนความเห็นตรงกันว่า แมรี่ เจน เคลลี่ คือเหยื่อคนหนึ่งของเขาแน่นอน ไม่ว่าเธอจะเป็นเหยื่ออันดับที่เท่าไร หรือเขาได้สังหารเหยื่อรวมกี่รายก็ตาม

                นี้เป็นการฆาตกรรมที่โหดสำหรับแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ และเป็นปริศนาทั้งหมด ทั้งปอง ที่ตามมว่า  เช่น เขาคือใคร ทำไมถึงต้องฆ่า เขาหายไปไหนกันแน่หลังจากฆ่าเหยื่อรายสุดท้าย

               

                แมรี่ เจน เคลลี่

                เธอเกิดเมื่อปี 186  เธอแต่งงานเมื่ออาย 1 6 ปี กับคนงานขุดถ่านหินชื่อ จอนห์ เดวี่ร์ แต่สามปีต่อมา เขาก็ตายเนื่องจากถ่านหินถล่ม และเธอจึงเริ่มยึดอาชีพ โสเภณี

                ต่อมาเคลลี่ก็ได้ทำงานในราชสำนักของอังกฤษ  เป็นพี่เลี้ยงให้ทารกสาวน้องให้แก่เจ้าชาย อัลเบิร์ต วิคเตอร์  แต่เธอถูกจับได้ว่าทำงานพิเศษเป็นโสเภณี  จึงถูกไล่ออก  และเข้ามาอาศัยในมิลเลอร์คอร์ด ห้องเดี่ยวหมายเลขที่ 13   และเธอค้างค่าเช่าห้องประจำ เมื่อจนแต้มเธอก็กลับยึดอาชีพ โสเภณีอีก

                ในปีที่ถูกฆาตกรรม แมรี่ เจน อยู่ในวัยเบญจเพสพอดี เธอสูง  5 ฟุต 7 นิ้ว เธอเป็นคนสวย ต่างจากเหยื่อรายอื่น ๆ ของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ที่มีแต่คนแก่ หน้าตาอัปลักษณ์

                และนี้คือคำถามต่อมาว่า ทำไมการลงมือครั้งนี้ของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ถึงได้โหดเหี้ยมนัก เธอมีอะไรที่แปลกกว่าคนอื่นที่ผ่านมาของเขาหรือ หรือว่า.......................

            
              
เกิดเหตุ

                ผู้ชายคนสุดท้ายก่อนที่เธอจะตายคือ จอร์ซ ฮัทซิ่งสัน ผู้ที่เธอไปขอเงินเขา  แต่เขาไม่ให้ เธอจึงผละออกไปหาชายผู้สวมหมวกยาวสีดำ  ผอมสูง ปริศนา

             น่าแปลกที่จ๊อร์จไม่ให้ข้อมูลนี้แก่ตำรวจจนกระทั้งวันที่ 12พฤศจิกายน
             และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่เธอมีชีวิตอยู่..................
              เช้าวันที่ 9 พฤศจิกายน โธมัส ผู้ช่วยของจอห์น แม็คคาธี่ เจ้าของห้องเช่า เคาะห้องหมายเลข 13 เพื่อเรียกแมรี่ เจน เขาเคาะหลายที่แต่ไม่มีใครเปิดประตู จนกระทั้งเขาแอบมองรูกุญแจ และเอามือสอดเขาไปในกระจกและรูดม่านออก จนกระทั้งเขาก็ได้เห็น.............................

เนื้อสด ๆ สองก้อนบนหัวเตียงและร่างชำแหละยับเยินของแมรี่ เจน!

"มันเหมือนงานของปีศาจมากกว่าน้ำมือของมนุษย์"

                เมื่อพังประตูเข้าไปยิ่งเห็นสภาพศพชัดเจน

                
                แมรี่ เจน นอยหงายบนเตียงในชุดผ้าชั้นในผ้าลินิน ศีรษะหันไปทางซ้าย แขนขวาแนบลำตัวแต่ท่อนแขนวางทับท้องน้อย ส่วนแขนขวาวางบนในสภาพงอข้อศอกและกำหมัดแน่น หมอนและผ้าปูที่นอนชุ่มด้วยเลือด

                ในสภาพห้องยังมีจุดน่าสงสัยหลายจุดเช่น พบเศษเสื้อผ้าที่ถูกเผารวมกับหมวกสตรี กา และหูกาน้ำบนเตา ฆาตกรทำอย่างนี้ทำไม (สันนิษฐานว่าฆาตกรจุดเพื่อให้เกิดความสว่างในการแล่ศพได้ถนัด)

                จากการชันสูตรศพโดยนายแพทย์พิลิปส์เจ้าเก่าและคณะ ก็ได้ข้อมลที่น่าขนลุก

                เหยื่อถูกเชือดลำคอจากใต้หูหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง ลึกจนถึงกระดูกคอ ใบหน้าถูกทำลายยับเยินจนแทบจำไม่ได้ เต้านมถูกตัดออกทั้งสองข้าง แขนขามีแผลเหวอะหวะทั้งสองแผล ขาแยกออกจากกัน เนื้อท้องน้อยและต้นขาถูกเฉือน ท้องถูกชำแหละจนไม่เหลืออวัยวะใด ๆ กระเพาะปัสสาวะและไตถูกควักออกมาวางบนเต้าทั้งสองข้างที่อยู่ใต้ศีรษะ ลำไส้ถกวางอยู่ด้านขวา ม้านอยู่ด้านซ้าย เนื้อส่วนท้องถูกเฉือนและเนื้อต้นขวากองอยู่บนโต๊ะ............................

                และมีข้อความที่เขียนด้วยชอล์กไว้ว่า

                "The Juwes arethe men that will not be blamed for nothing"อีกแล้วแต่ภายหลังหลายฝ่ายได้ให้ความเห็นว่าข้อความนี้คนเขียนอาจไม่ใช้แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ แต่ มันมีอยู่ก่อนแล้ว เช่นเคย
                จากการสืบสวนก็พบปริศนาหนึ่งคือฆาตกรหลบหนีไปได้อย่างไรเพราะห้องของแมรี่ เจน ติดกับห้องอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเต็มไปด้วยเลือดและอวัยวะที่ควักออกมากับศพ และเสี่ยงมากถ้ามีคนเปิดประตูไปเจอเขาออกจากห้อง ทำไมไม่มีใครได้ยินเสียงแปลก หรือสงสัยอะไรบ้าง มันเป็นไปได้อย่างไร..........

                การดำเนินคดีถึงทางตันและหยุดการสืบสวนในระยะเวลาต่อมา

                แมรี่ เจน เคลลี่ถูกฝังในสุสานแคธอลิเคลีย์สโตนในวันที่ 19 พฤศจิกายน 1888 

                และหลังจากสังหารแมรี่ เจน  แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ก็หยุดพฤติกรรมโหด และหายไปจากไวท์ตลอดกาล ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หรือว่าเขาชำแหละแมรี่ เจน อย่างเมามันจนสนองความกระหายอย่างเต็มที่ หรือ เขาเดินทางหนีไปเมืองนอก หรือเขาฆ่าตัวตาย หรือตายแล้ว

                แต่บทสรุปที่ได้ในการสืบสวนของตำรวจคือ คดีฆาตกรรมในไวท์แช็พเพล ไม่สามารถคลี่คลายได้ ว่าใครคือฆาตกรต่อเนื่องที่ลึกลับ การค้นหาตัวฆาตกรเต็มไปด้วยความลำบากยากเย็น มืดมน สับสน ซับซ้อน แม้มี คนเห็นคนต้องสงสัย  แต่หลายคนกลับให้การไม่ตรงกัน ที่สำคัญฆาตกรก็ไม่ทิ้งหลักฐานใด ๆ ที่บ่งบอกถึงแรงจูงใจในการฆ่าเหยื่อทั้งห้ารายเลย  

                หรือว่าเพราะอิทธิพลของผู้มีอำนาจในขณะนั้นที่สั่งให้หยุดการสืบสวน และจัดฉากกันแน่

             
              
"ลึก ๆ แล้วฉันเชื่อว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นบุคคลสาธารณะ ที่มีชื่อเสียงไปแล้ว คำพูดของเขา บุคลิกของเขาเป็นข่าวควบคู่กับความโหดร้ายที่เดียว"

                เอ.เจ.แร๊ฟเฟลล์ นักเขียน

               
                 
"แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ที่แสนน่ารักนั้นหรือ ผมไม่ต้องการให้เขาถูกจับเลย เขาทำให้หนังสือพิมพ์ผมขายได้มากกว่าตอนที่มีพิธีฝังของกษัตริย์และพิธีราชาภิเษกรวมกันเสียอีก"

                 ปีเต้อร์ ลัฟซี่ย์ ตัวละครจากเรื่องปัญหาในห้องพักหมายเลข 10


               คำบอกเล่า

                
                จากคำบอกเล่าของพยานแต่ละฝ่ายพบว่า ผู้ต้องสงสัยที่พบกับเหยื่อ มีลักษณะแตกต่างกัน

ทำให้หลายฝ่ายต้องวาดภาพ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ว่าเขาเป็นคนเช่นใดกันแน่เพื่อหาผู้ต้องสงสัย เช่น

                แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ รู้จักลู่ทางในย่านอี๊สต์เอ็นด์เป็นอย่างดี สามารถหลบหนีได้คล่องตัวหลังก่อการฆาตกรรรม โดยเฉพาะคดีสองศพซ้อน

                แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ รู้จักเหยื่อทุกราย สามารถตีสนิทกับเหยิ่อได้ไม่ยาก เหยื่อตายโดยไม่ต่อสู้ขัดขื่นเลย

                แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นคนแข็งแรง มีความรู้ด้านกายวิภาคไม่น้อย

                แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อายุราว 30 ปี สูง 5 ฟุต 7 นิ้ว รูปร่างสนทัด ผิวขาว และไว้หนวด

                แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นคนฉลาด แต่กับทำงานไม่สมกับความรู้

                แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ มาจากครอบครัวที่ล้มเหลว มีความเคลียดรุนแรง

ฯลฯแต่นั้นมันแค่การสันนิษฐานเพราะถึงอย่างไรสิ่งทำสำคัญที่สุดของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ คือไม่มีหลักฐานจะเอาผิดใด ๆ กับใครทั้งสิ้น


                ใครกันแน่ 
               
                จากการศึกษาของหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพบว่าผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมไวท์มีมากเหลือเกิน บางคนเป็นหมอ โจร พ่อค้า คนเร่ร่อนคนไข้โรคจิต  หรือแม้แต่เจ้าชาย!

               
                เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด อัลเบิร์ต วิคเตอร์ (เบื้องหลังราชวงค์ที่นำไปทำหนัง)

                หรือเจ้าชายเอดดี ดยุคแห่งแคลเรนซ์ หนังสือหลายเล่มอ้างว่าพระองค์เคยเสด็จไปเที่ยวซ่องในย่านอีสต์เอนด์ และสันนิษฐานว่าพระองค์เรียนรู้เทคนิคในการชำแหละมาจากการล่าสัตว์ และทรงติดเชื้อซิฟิลิส ขณะที่สาเหตุอย่างเป็นทางการระบุว่าพระองค์สิ้นพระชนม์จากอาการปอดอักเสบ หนังสือหลายเล่มชี้ว่าพระองค์เป็นผู้ลงมือเองหรือไม่ก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมเพื่อปิดปังพฤติกรรมอันเหลวแหลก ทฤษฎีนี้แพร่หลายมากเพราะนักประวัติศาสตร์มีชื่อ อย่างไรก็ตามสาวกของแจ็คส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากบันทึกเกี่ยวกับพระกรณียกิจของเจ้าชายยืนยันว่าในขณะที่การฆาตกรรมเกิดขึ้นพระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ในลอนดอนเลย อย่างไรก็ตามกลุ่มที่เชื่อทฤษฎีนี้โต้ว่าเจ้าชายเอดดีอาจจะแอบมาลอนดอน หรือมิเช่นนั้นบันทึกของทางการอาจจะเป็นสิ่งที่ "แต่ง" ขึ้นมาก็ได้

               
                 มองตากูว์ จอหน์ ดรูอิทท์ (การตายของเขาทำให้แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์หายไป)

                เขาเป็นครูและศึกษาด้านการแพทย์ขณะที่สอบได้เนติบัณทิตแล้ว ดริตต์มาจากครอบครัวที่ดีและมีการศึกษาแต่กลับมีอาการวิกลจริต สองวันหลังจากที่เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนแบล็กเฮลท์เขาก็ฆ่าตัวตายด้วยการถ่วงตัวเองให้จมน้ำด้วยหินที่ซุกไว้ตามกระเป๋า และทิ้งข้อความลาตายไว้ว่า "ตั้งแต่วันศุกร์แล้วผมรู้สึกว่ากำลังจะเป็น (บ้า)เหมือนแม่ และการตายคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมในตอนนี้" ตำรวจพบกระดาษโน้ตจากศพของเขาที่ลอยมาตามแม่น้ำเทมส์เมื่อ 31 ธันวาคม ปี 1888 ทั้งนี้ เขาหายตัวไปหลังจากที่พบศพเหยื่อรายที่ 5 ได้ไม่นาน การสอบสวนของตำรวจระบุว่าเขาฆ่าตัวตายเนื่องจากอาการซึมเศร้า และสรุปว่าเขาคือแจ็คเดอะริปเปอร์ ตำรวจปิดคดีได้สำเร็จโดยที่เขาตกเป็นแพะรับบาป มีคนตั้งข้อสงสัยว่าเขาฆ่าตัวตายหรือถูกฆาตกรรมเสียเองกันแน่ ขณะที่การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งแสดงต่อศาลระบุว่าการตายของเคลลีและการตายของดริตต์มีความเกี่ยวโยงกัน บ้างระบุว่าดริตต์มีอาการป่วยทางจิตหลังจากการสังหารเหยื่อรายที่ 5 ของเขา

               
                อารอน โคสมินสกี้ (คนจรจัด)

                คนจรจัด ไม่มีใครทราบประวัติของเขามากนัก เขาเคยเป็นช่างตัดผมชาวยิว เคยเข้ารักษาโรงพยาบาลโรคจิต ชอบเดินเตร่เพื่อกินอาหารจากเศษขยะ และมักทำร้ายผู้คนด้วยมีด

               
                  เช้ฟริน โคงโซว์สกี้
1865-1903

                ฆาตกรเลือดเย็น เป็นลูกช่างไม้ในโปแลนด์ เป็นคนสูงปานกลาง นัยน์ตาสีฟ้า ผมดำ ชอบใส่เสื้อโค้ทดำ รองเท้าบู๊ดหนังมันปลาทและสวมหมวกทรงสูง

                เขาเป็นเสือผู้หญิง แม้จะแต่งงานแล้วแต่เขายังไม่เลิกนิสัยเจ้าช้  เมษายน เขาซื้อยาพิษประเภทผลระยะยาวให้ภรรยากินทกวัน จนกระทั้งเสียชีวิต

                ต่อมาเขาฆ่าภรรยาคนที่สอง เบ๊สซี่ เทย์เล่อร์ และคนที่สาม โมด์ ม้าร์ช ด้วยวิธีคล้าย ๆ กัน

                และต่อมามีการชันสูตรศพทั้งสามและเขาถูกตัดสินแขวนคอในวันที่ 7 เมษายน  1903

               

                โจเซ้ฟ บาร์เน็ตต์

                คนรักเก่าของ แมรี่ เจน เคลลี่ คนขายและขนส่งปลาในตลาด เป็นการสันนิษฐานว่าเขาสังหารโสเภณีเพื่อขู่ให้ แมรี่ เจน เคลลี่ เพื่อขู่ให้เธอเลิกเป็นโสเภณี แต่หลังจากนั้นเขาก็ทะเลาะกับเธอ จนสติไม่อยู่ และลงมือสังหารเธออย่างโหดเหี้ยม

                ฯลฯ

               
                  
แน่นอนพวกนี้คือผู้ต้องสงสัย และไม่มีหลักฐานใด ๆ บ่บอกว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งคือ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์


แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ (Jack The Ripper) จอมชำแหละพิสดาร (ตอนที่ 3 จบ)

จิตรกรเป็นฆาตกร!

                6 ธันวาคม พ.ศ.2544

                แพทริเซีย คอร์นเวลล์ นักเขียนนิยายอาชญา ชาวอเมริกัน ได้ให้สัมภาษณ์ตัวจริงของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ จากหลักฐานทั้งหมดเธอที่รวบรวมมาอย่างยากลำบาก

                "จากการศึกษาของเดี้ยน  เดี้ยนมั่นใจว่า นาย วอลเต้อร์ ริช้าร์ด ซิคเกิร์ต คือแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ แน่นอนค่ะ  ฟันธง.........."


                ใครคือ วอลเต้อร์ ริชาร์ด ซิคเกิร์ต

                  วอลเต้อร์ ริชาร์ด ซิคเกิร์ต เกิดที่มิวนิค ในเยอรมัน 31 พฤษภาคม 1860 บิดาเป็นช่างวาดภาพประกอบลงในนิตรสาร

                ต่อมาครอบครัวของเขาก็ย้ายมาปักหลักที่กรุงลอนดอน

                พฤษภาคม  ซิคเกิร์ต ได้เป็นจิตรกรอย่างเต็มตัว เมื่อได้จิตรกร ชาวอเมริกาชื่อ เจมส์ แม็คนีลล์ เป็นผู้สอน จนกระทั้งผลงานที่ถนัด คือการใช้แสงเงา ในใบหน้าของบุคคลทำให้มีลักษณะกรีดเฉือน

                ในด้านการงานถือว่าดี  ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซิคเกิร์ต นำภาพเขาแสดงในงานหลายครั้งและเป็นอาจารย์สอนศิลปะในลอนดอน จนมีชื่อเสียงในกรงลอนดอน

                ในด้านชีวิตคู่ ถือว่าไม่ค่อยดีนัก เขาหย่ากับภรรยาคนแรก และภรรยาคนที่สองตายก่อนวัยอันควร แต่เขาก็ได้คู่ชีวิตอีกครั้งในชีวิตปั้นปลาย

                เขาเสียชีวิตที่เมืองบ๊าธในวันที่ 22 มกราคม

                เท่าที่ดูจากชีวิตและประวัติของ ซิคเกิร์ต แล้ว ไม่เห็นเค้าใด ๆ ที่บอกว่า ซิคเกิร์ต ส่อแววเป็นฆาตกรตั้งแต่เด็กเลยถึงแม้เขาจะมีปัญหากับชีวิตบ้างในหน้าที่การงานและผู้หญิง แต่เขาก็อดทนและแก้ไขได้จนมีชื่อเสียงและประสบผลสำเร็จในชีวิต ไม่มีลักษณะใด ๆ ทั้งสิ้น ว่า ซิคเกิร์ต คือแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์      

               

               ทำไมต้อง ซิคเกิร์ต

                 สาเหตุที่เขาถูกสงสัยเพราะงานเขียนของเขา มีหลายคนเชื่อว่างานเขียนของเขามีแรงบันดารใจจากแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์

                แต่ทำไมเขาต้องฆ่าโสเภณีทั้ง ๆ ที่เขามีทั้งชื่อเสียงและเงินตรา

                คำตอบคงอยู่ที่ ........................

                โจเซ้ฟ กอร์แมน ซิคเกิร์ต เขาอ้างว่าเป็นลูกชายของซิคเกิร์ตนักจิตรกร เขาบอกว่า.........

                "ก่อนที่พ่อจะเสียชีวิต(1942) พ่อได้สารภาพก่อนตายว่า พ่อรู้เรื่องการวางแผนฆ่าโสเภณีที่รู้เรื่องความลับของเจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์"

                เจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์ ชอบปลอมตัวท่องราตรีและชักชวนเขามาเที่ยวด้วย พวกเขาได้รู้จักกับหญิงสาวชื่อแอนนี่ เอลิซาเบธ เจ้าชายผกพันรักใคร่ได้ไม่นาน แอนนี่ก็ต้องท้อง และเมื่อรู้ถึงพระราชินี พระองค์ทรงพิโรธมาก และแยกสองคนออกจากกัน และลบชื่อของ แอนนี่ เอลิซาเบธ

                และแมรี่ เคลลี่ก็รู้ความลับนี้ ! และต่อมาเธอและเพื่อนำความลับนี้มาต่อรองเรียกเงินจากรัฐบาล

                ถ้าความลับนี้เปิดเผยต่อภายนอก เรื่องจะบานปลายยิ่งกว่ารัฐประหาร!

                เซอร์กัลล์นายแพทย์ประจำพระองค์พร้อมกับจอห์น เน็ต คนขับม้าได้วางแผนสังหารพวกผู้หญิงปากหอยปากปูและสอนบทเรียนที่มีค่าว่า นี้คือผลการเป็นศัตรูกับรัฐบาล ทั้งสองได้สร้างแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ขึ้นมา และต่อมาได้ขอร้องให้ตำรวจเข้ามาช่วยกลบเกลื่อนอาชญากรรรมและให้ทำเป็นเอาหูเป็นตาไปไร่ระหว่างที่เกิดฆาตกรรรม

                ซิคเกิร์ต รู้สึกผิดมากในการมีส่วนร่วมการฆาตกรรรมนี้ มันอัดอั้นจนบอกใครไม่ได้ เขาจึงระบายความลับทั้งหมดในงานเขียนที่โด่งดังหลายภาพของเขา

                และหลังจากนั้นหลายฝ่ายได้มีการตรวจสอบคำพูดของ โจเซ้ฟ กอร์แมน ซิคเกิร์ต ก็พบว่า

                มีผู้หญิงชื่อ แอนนี่ ครุก อาศัยอยู่ในช่วงเวลานี้จริงและเธอกำเนิดลูกไม่มีพ่อในช่วงเวลานี้จริง

                แต่หลาย ๆ ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ จนกระทั้ง แพทริเซีย คอร์นเวลล์ นักเขียนนิยายอาชญา กระโดดเข้าร่วมพร้อมหลักฐานว่าเขาคือฆาตกรไว้ท์แซ็พเพล

                แต่หลักฐานทั้งหมดก็โต้กลับโดยผู้เชี่ยวชาญว่าไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่า ซิคเกิร์ต  คือ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์

                จนบัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมานานนับศตวรรษ ปริศนาทั้งหลายก็ยังไม่อาจไขกระจ่างได้ ยังคงเป็นม่านหมอกอันดำมืดในอดีตของอังกฤษที่ ณ ครั้งหนึ่งเคยมีฆาตกรใจโฉดนาม แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อาศัยอยู่ แม้ว่าแฟ้มคดีของแจ๊คนั้นจะถูกปิดไปเมื่อปี ค.ศ. 1892 และวายร้ายคนนี้ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของอังกฤษอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ยังคงเหลือทิ้งไว้แต่ปมตำนานอันน่าสยองขวัญและลึกลับที่ผู้คนยังคงเล่าขานต่อกันมาจนถึงปัจจุบันพร้อมกับคำถามที่ว่า "ใครคือ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ?"

                                     
                                       ข้อมูลจาก หนังสือแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ต้นแบบฆาตกรต่อเนื่อง โดยกอบกุล


วิธีดื่มเบียร์สดให้ได้รสชาติ

 

    ใครที่ชอบดื่มเบียร์สด วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีดื่มเบียร์สดให้ได้รสชาติมาฝากกัน...

    วิธีดื่มเบียร์ ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ชนิดใดก็ตาม สิ่งที่บอกถึงคุณภาพของเบียร์ดูจะเป็นสิ่งเดียวกันนั่นคือกลิ่น (Aroma) และรสชาติ (Flavour) การชิมเบียร์ไม่มีกรรมวิธีพิเศษยุ่งยากใด ๆ และนี่คือ 4ขั้นตอนหลักสำหรับการดื่มด่ำกับกลิ่นและรสชาติเบียร์สด
 
1. มองด้วยตา (LOOK)
เบียร์ต่างสีเพราะมีความต่างของวัตถุดิบที่นำมาผลิต แต่ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ชนิดใด เมื่อรินใส่แก้วแล้วดูด้วยสายตาจะมองเห็นความใสของเบียร์ ทั้งพรายฟองต้องละเอียดนุ่มดุจเนื้อครีม เพียงความรู้สึกแรกเมื่อมองด้วยสายตา ก็สามารถรู้ถึงรสชาติได้ในระดับหนึ่งแล้ว

2. พาหมุนวน (SWIRL)
หมุนวนแก้วเบียร์เพื่อให้ได้กลิ่นเบียร์ วนเพียงเบา ๆ จะช่วยให้ได้กลิ่นหอมของดอกฮ็อป วัตถุดิบสำคัญตัวหนึ่งที่บ่งบอกได้ถึงคุณภาพและรสชาติของเบียร์ได้เป็นอย่างดี

3. สูดดมกลิ่น (SNIFF)
กลิ่นหอมของเบียร์สดรสเลิศเสมอไม่ว่าจะตั้งใจสูดดมกลิ่นเบียร์ก่อนลิ้มรสชาติหรือไม่ก็ตาม เพราะนั่นคือลักษณะเฉพาะของเบียร์ที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนชวนให้เจริญอาหารอย่างที่สุด

4. จิบชิมลิ้มรส (SIP)
ขั้นตอนท้ายสุดคือ การชิมเบียร์ กลิ่นและรสจะผสานไหลผ่านลิ้นและลำคอ ขณะยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ ปลายลิ้นจะได้ลิ้มรสชาติหอมหวานจากมอลต์ เป็นอันดับแรก ตามมาด้วยความซาบซ่าจากรสชาติของวัตถุดิบหลักที่นำมาผลิตเบียร์ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ หรือธัญพืช และท้ายสุดคือรสขมกลมกล่อมของดอกฮ็อป

    รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากดื่มเบียร์ให้ได้รสชาติมากยิ่งขึ้น ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้.


สารบัญ หน้า

ภาพลวงตา กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1

1. สาเหตุของการเกิดภาพลวงตา 2

2. ภาพลวงตาทั่วไป 25

3. สิ่งลวงตาในธรรมชาติ 28

3.1 สิ่งลวงตาที่มนุษย์สร้างขึ้น ระดับต้น

3.2 สิ่งลวงตาที่มนุษย์สร้างขึ้น ระดับที่สูงขึ้น

4. สิ่งลวงตา ในชีวิตประจำวัน

5. ภาพลวงตาที่เกิดจากสถานที่

6. แหล่งกำเนิดภาพลวงตาและสิ่งลวงตาที่สำคัญ

- แบบทดสอบ

7. การนำภาพลวงตามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์

7.1 ออกแบบเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่

7.2 ออกแบบตกแต่งภายในอาคาร

7.3 ใช้ในการพรางตัวของคนหรือสัตว์

- แบบทดสอบ 65 8. ความรู้สึกลวง

8.1 ความรู้สึกลวงเกี่ยวกับอุณหภูมิ

8.2 ความรู้สึกลวง เกี่ยวกับความเร็ว

9. ปฏิบัติการลวงโลกเป็นเรื่องจริงหรือไม่

10. สรุป

คำนำ

        หนังสือเรื่อง   ภาพลวงตากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉลาดสุดๆเล่มนี้      เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาต่อจากหนังสือ เรื่องภาพลวงตากับสิ่งลวงในชีวิตประจำวัน ที่วางจำหน่ายก่อนหน้านี้ (พิมพ์สี) แต่เล่มนี้ พิมพ์ ขาว  -  ดำ เพื่อให้ราคาจำหน่ายต่ำลง      เนื้อหาในเล่มกล่าวถึงสาเหตุของการเกิดภาพลวงตา   ประโยชน์ของภาพลวงตา  อะพอลโล11 เป็นปฏิบัติการลวงโลกจริงอย่างที่มีการกล่าวหาหรือไม่            นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ    ที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึง เช่น  กล้องถ่ายทะลุเสื้อผ้า       

       (ที่มีการห้ามจำหน่าย และห้ามนำเข้าไปในสถานที่ประกวดนางงาม)  เตาที่ไม่ร้อนแต่ทำให้อาหารสุกได้     (ที่มีใช้ในร้านสุกี้ชื่อดัง)    กังหันที่หมุนได้เมื่อได้รับแสง คอนกรีตโปร่งแสง   การยืดของเวลา  จึงหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้ความรู้จากหนังสือนี้ไม่มากก็น้อย  หรือถ้าท่านเป็นผู้ปกครองจะซื้อไปให้บุตร หลานของท่าน  เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็น่าจะมีประโยชน์

        หากมีข้อเสนอแนะใดที่จะทำให้หนังสือนี้สมบูรณ์ขึ้นผู้เรียบเรียงขอน้อมรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง   แนะนำได้ที่ โทร  085-8086712  หรือ 02-5493745

                                                            ด้วยความปรารถนาดี

                                                                          จาก

                                                                  สุชาติ  สุภาพ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

ที่เหลือหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป


สารบัญ

บทที่ 1 กัมมันตภาพรังสี 1

การค้นพบธาตุกัมมันตรังสี 1

1.1 การเกิดกัมมันตภาพรังสี 3

1.1.1 รังสีที่แผ่ออกมาจากสารกัมมันตรังสี 4

1.2 ประเภทการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี 18

1.2.1 การสลายตัวให้อนุภาคแอลฟา 18

1.2.2 การสลายตัวให้อนุภาคบีตา 21

1.2.3 การสลายตัวให้รังสีแกมมา 24

1.3 กฎการสลายตัว 30

1.3.1 กัมมันตภาพ 36

1.3.2 ครึ่งชีวิต 41

1.3.3 การทดลองอุปมาอุปมัย การทอดลูกเต๋า 49

1.4 อายุเฉลี่ย 77

1.5 การจำแนกประเภทของธาตุ 88

1.5.1 ไอโซโทป 88

- แมสสเปกโตรมิเตอร์ 91

- น้ำและน้ำมวลหนัก 99

1.5.2 ไอโซโทน 101

คำนำ

           หนังสือ เรื่องกัมมันตภาพรังสี  เล่มนี้  เรียบเรียงขึ้นสำหรับผู้อ่านทุกระดับการศึกษา  ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา  หรือบุคคลที่สนใจทั่วไป   โดยพยายามเรียบ-เรียงให้อ่านง่าย โดยพยายามจะใช้ภาษาภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   เนื้อหาบางส่วนตรงกับเนื้อหาหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ของกระทรวงศึกษาธิการ  และบางส่วนก็ตรงกับหลักสูตรระดับอุดมศึกษา      นอกจากนี้ยังมีการแนะนำเว็บไซด์   ที่มีการทดลองเสมือนจริงเกี่ยวกับกัมมันตรังสี     เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นการทดลองเสมือนจริง ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา  และผู้สนใจทั่วไป  ที่ไผ่รู้และรักการศึกษาด้วยตนเอง

           ผู้เรียบเรียงหวังว่า  หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่ต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง     หรือครู อาจารย์        ก็สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนได้   หากมีข้อเสนอแนะใดที่จะทำให้หนังสือนี้สมบูรณ์ขึ้น    ผู้เรียบ-เรียงขอน้อมรับด้วยความยินดียิ่ง  แนะนำได้ที่  โทร 085 8086-712   หรือ   02-5493745

                                                                             สุชาติ  สุภาพ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

ที่เหลือหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป


 

 

 

 

ภาพ ระเบิด รถถัง เอามาให้เห็นกัน จะจะ

 

ใครแปล ได้ แปลเอง ข้าพเจ้า ดูแต่ภาพ พอ

Numerous people have sent versions of this to us as vidcaps from a 4th Special Operations action on December 10 of last year. It is actually earlier Russian activity against Chechen rebels, and still quite spectacular. (Thanks to Anthony Knific for this information.)
Further information from Cadman:

It was Afghanistan, it is a BTR-60 armored personnel carrier, and the people on it are Afghans. That much is correct.

It was not taped as an ambush, or to record damage. It was taken, if I remember correctly, by a European news crew.

The explosion was caused by an anti-tank mine, not a bomb. You will note that after its all said and done, the bodies of the injured and dead are still mostly intact, and the vehicle is in only a couple of pieces. That is because the explosion that lifted the vehicle is only 40 pounds or so. I say "only" and "explosion" in the same sentence, because if it was a LGB, the vehicle, and the occupants/riders, and probably the cameraman would have been hamburger. The smallest LGB is about 500 pounds, and makes for a mighty kaboom. Take a look at the gulf war pics. An APC hit by 500 pounds looks like a pepsi can hit by a 12 gauge at close range.

I saw the video of this in, about 1996 or 1997, well before Chechnya, and it was in a documentary or other. I can't remember the title, but it was about the ongoing strife in the former Afghanistan, etc. etc.

They had another great one of a helicopter getting hit by an RPG as it hovered off the ground 50 feet or so. Quite the impact


ไทเก้อร์ - สุดยอดรถถังเยอรมัน

     ในบรรดาสรรพาวุธหลากหลาย ที่มีใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีจำนวนหนึ่งที่เริ่มมีชื่อเสียง และมีจำนวนน้อยที่กลายเป็นคำพูดติดปากคนทั่วไป เรียกว่าคนที่ไม่สนใจอาวุธสงครามเลย ก็ยังรู้จัก สปิทไฟร์ ซีโร่ มัสแตง และอื่นๆ อีกสองสามชื่อ เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วโดยผู้คนจำนวนมาก ในโลกตะวันตกนั้นดูเหมือนจะมีรถถังเพียง 2 คันเท่านั้น ที่มีความดังถึงระดับนี้ คือรถถังเชอร์แมนของสหรัฐ และไทเก้อร์ของเยอรมัน

     รถถังไทเก้อร์กลายเป็นตำนานไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากความพยายามโฆษณาชวนเชื่อของเยอรมัน แต่ที่สำคัญกว่านั้น เพราะเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ที่มันเป็นรถถังที่ฝ่ายตรงข้ามหวาดหวั่นยำเกรงเป็นที่สุด ในบรรดารถถังเยอรมันทั้งหมด เป็นเวลากว่า 2 ปีที่ไม่มีรถถังของฝ่ายสัมพันธมิตรคันใด ที่จะเทียบทันขีดความสามารถของมัน การที่มันรวมไว้ซึ่งเกราะป้องกัน, อำนาจการยิง และความคล่องตัว ทำให้ไทเก้อร์เป็น "ราชินีแห่งสงคราม" และแม้กระทั่งตอนที่สงครามสิ้นสุดลง ก็มีรถถังฝ่ายสัมพันธมิตรน้อยคันมาก ที่จะกล้าต่อกรกับไทเก้อร์แบบตัวต่อตัว

     ในปี ค.ศ. 1937 บริษัทเฮนส์เชล ได้รับคำสั่งให้ออกแบบรถถังขนาด 30-33 ตัน เพื่อใช้แทนแพนเซ่อร์ 4 (ซึ่งก็เพิ่งเข้าประจำการ) หลังจากที่สร้างรถทดสอบขึ้นมาคันหนึ่ง ชื่อว่ารถต้นแบบ DW-I โครงการก็ถูกชะลอไว้ เพื่อให้เฮนส์เชลโยกย้ายทรัพยากรไปทำโครงการ VK 6501 - รถถังหนักขนาด 65 ตัน ซึ่งเป็นการพัฒนาขั้นก้าวหน้าของรถถังหนักสมัยก่อน สงคราม แต่หลังจากที่สร้างรถถังต้นแบบขึ้นมา โครงการนี้ก็ถูกยกเลิก และหันไปทำโครงการ DW I ต่อ

    พอถึงปี ค.ศ. 1940 เฮนส์เชลได้ปรับปรุงการออกแบบ DW I และให้ชื่อใหม่ว่า DW 2 เจ้า DW 2 นี้หนัก 32 ตัน มีพลประจำรถ 5 คน มีปืนใหญ่ 75 มม. L/24 (ลำกล้องสั้น ความยาวเพียง 1800 มม.) และปืนกล MG-34 จำนวน 2 กระบอก การทดสอบ DW 2 ดำเนินต่อไปจนถึงปี ค.ศ. 1941 เมื่อเฮนส์เชลได้รับคำสั่งให้ออกแบบรถถังใหม่ ที่ก้าวหน้ากว่านี้ รถถังนี้ได้รับนามเรียกขานว่า VK 3001 (H) บริษัทเดมเล่อร์ เบ๊นซ์ ปอร์ช และ มาน ต่างก็ได้รับสัญญาให้พัฒนารถถังต้นแบบในระดับเดียวกันออกมา

    VK 3001 (H) ของเฮนส์เชล คือบรรพบุรุษโดยตรงของรถถังสายพันธุ์ไทเก้อร์ และได้รับการพัฒนามาโดยตรงจากพาหนะทดสอบ DW 2 ก่อนหน้านั้น โครงสร้างหลักของตัวถัง ก็ใช้วิธีการของเยอรมัน ในการใช้แผ่นเกราะแนวตั้ง ยึดติดกับแชสซีและลำตัวช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนประกอบด้วยแกนล้อ 7 แกน ติดตั้งล้อกดสายพานแบบวางซ้อน และเหลื่อมกัน (interleave) ซึ่งรับแรงสะเทือนด้วยคานรับแรงบิด (torsion bars) มีล้อรับ สายพาน 3 ล้อในแต่ละข้าง

    เดิมตั้งใจจะติดปืน 75 มม. L/48 อันเป็นปืนใหญ่ความเร็วสูง (ลำกล้องยาว 3600 มม.) แต่อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของรถถัง ที-34 ของโซเวียต ทำให้อาวุธนี้ล้าสมัยไปทันที กระสุนปืน 75 มม. ไม่สามารถเจาะเกราะของเจ้า ที -34 ได้ ดังนั้นจึงมีการตัดสินใจ ที่จะเปลี่ยนปืนของ VK 3001 (H) แชสซีของ VK 3001 (H) 2 ตัว ได้รับการดัดแปลง เป็นแท่นติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 128 มม. K L/61 ต่อสู้รถถัง และถูกส่งไปยังรัสเซีย ที่ซึ่งมันถูกใช้พิฆาตยานเกราะศัตรูอย่างได้ผล โดยที่มันคือบรรพบุรุษโดยตรงของไทเก้อร์ เจ้า VK 3001 (H) จึงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ที่โรงงานของเฮนส์เชล ในชื่อว่า ไคลเนอร์ ไทเก้อร์ (เสือน้อย)

    พร้อมๆ กับการพัฒนาของ VK 3001 (H) ฮิตเล่อร์ร้องขอให้บรรดาบริษัทผู้ผลิตรถถังของเยอรมัน ทำการออกแบบรถถังที่หนักยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถยึดครองสมรภูมิใดๆ ก็ได้ คุณลักษณะเฉพาะนี้ ต้องการรถถังที่สามารถบรรทุกอาวุธซึ่งสามารถทะลวงเกราะรถถังข้าศึก ที่อยู่ห่างออกไปถึง 1500 เมตร และมีเกราะป้องกันซึ่งสามารถหยุดยั้งอาวุธต่อสู้รถถังใดๆ ของข้าศึกที่ระยะเดียวกัน และมีความเร็วอย่างน้อย 40 กม. ต่อ ชั่วโมง อาวุธหลักของเจ้าพาหนะนี้ ตั้งใจว่าจะเป็น เกเรียต 725 ปืนใหญ่ลำกล้องเรียบ ยิงกระสุนทังสเตน VK 3601 (H) มีเกราะป้องกันชั้นเยี่ยม เกราะด้านหน้ามีความหนา 100 มม. เกราะด้านข้างและด้านหลังหนา 60 - 80 มม. ในเวลาที่มันถูกสั่งสร้างนั้น พาหนะนี้ยากมากที่จะถูกทำลายโดยอาวุธต่อสู้รถถังใดๆ ของฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีอยู่ในขณะนั้น แชสซีได้รับการพัฒนามาจาก VK 3001 (H) แต่ใช้แกนล้อ 8 แกน ใช้ล้อกดสายพานขนาดใหญ่ขึ้น และตัดล้อรับสายพานทิ้งไป

    ระหว่างนั้น การพัฒนาของปืน เกเรียต 725 ถูกยกเลิกเพราะทังสเตนขาดแคลน เมื่อไม่มีแร่ทังสเตนในปริมาณที่มากพอ กระสุนปืนสำหรับป้อนหน่วยรบอาจจะขาดแคลน อาวุธในระดับเดียวกัน ที่พอจะเป็นทางเลือกได้ มีอยู่หนึ่งเดียว คือปืนใหญ่ 88 มม. KwK36 ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากปืน Flak 18 ทวิประสงค์ต่อสู้อากาศยาน เฮนส์เชลตกลง ที่จะพัฒนารถถังใหม่ เพื่อรองรับการติดตั้งปืน KwK36 ภายใต้นามเรียกขานของบริษัทว่า VK 4501 (H)

    VK 4501 (H) ถูกดัดแปลงโดยตรงมาจาก VK 3601 (H) และมีการออกแบบและรูปร่างที่คล้ายกันมาก ความเปลี่ยนแปลงหลักระหว่างทั้งสองก็คือ ตัวถังที่ถูกขยายออกไปเหนือสายพาน การขยายออกนี้จำเป็น เพื่อให้สามารถติดตั้งปืน Kwk36 ซึ่งต้องใช้เส้นผ่าศูนย์กลางป้อมปืน ขนาดใหญ่กว่าที่เคยเสนอไว้สำหรับปืน 75 มม. ของ VK 3601 (H) เกราะด้านข้างของโครงสร้างหลัก เพิ่มความหนาเป็น 80 มม. ป้อมปืนใหม่นั้น บริษัทไรน์เม็ททัลพัฒนาให้กับทั้ง VK 4501 (H) ของบริษัทเฮนส์เชล และ VK 4501 (P) ของบริษัทปอร์ช ไรน์เม็ททัลยังผลิตปืนไม้ของป้อมปืนอันเป็นทางเลือกของเฮนส์เชล ซึ่งสามารถติดตั้งปืน 75 มม. KwK L/70 อย่างไรก็ตาม มันถูกยกเลิก และในที่สุดปืน L/70 ก็ถูกใช้กับรถถังขนาดกลางชื่อ แพนเธ่อร์

    ข้อกำหนดที่ยากลำบากข้อหนึ่งของคุณลักษณะเฉพาะของ VK 4501 ก็คือ พาหนะต้นแบบคันแรกจะต้องเสร็จทัน ให้อดอฟ ฮิตเล่อร์ ตรวจสอบในวันที่ 20 เมษายน 1942 อันเป็นวันเกิดของฮิตเล่อร์ โดยที่คำสั่งนั้นลงวันที่ 26 พฤษภาคม 1941 จึงมีเวลาเหลือไม่ถึง 1 ปี ในอันที่จะออกแบบและสร้างรถต้นแบบ ซึ่งสามารถได้รับการประเมินคุณค่าได้อย่างเต็มที่ สิ่งนี้ทำให้ทีมงานวิศวกรและคนงานผู้สร้าง อยู่ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาล โดยการทำงาน ทั้งวันทั้งคืน ทีมงานของเฮนส์เชลสามารถผลิตต้นแบบ VK 4501 (H) เสร็จในวันที่ 17 เมษายน 1942 เพียง 40 นาทีก่อนที่มันจะต้องถูกบรรทุกขึ้นรถไฟ เพื่อขนส่งไปยัง กองบัญชาการของฮิตเล่อร์ที่ราสเท็นเบิร์ก ไม่มีแม้แต่เวลาที่จะทดลองขับด้วยซ้ำ เพราะจะต้องรีบนำไปสถานีรถไฟเพื่อเตรียมการขนส่ง

    วันที่ 19 เมษายน 1942 รถต้นแบบ VK 4501 ทั้งของเฮนส์เชล และปอร์ช ก็มาถึงจุดยกลง ประมาณ 11 กม. จากเมืองราสเท็นเบิร์ก ทั้งคู่ถูกยกลงจากรถแฟล็ทคาร์โดยปั้นจั่น และในไม่ช้ารถถังของปอร์ชก็วิ่งไปติดหล่มดินนุ่ม ใต้ท้องติดแน่นกับดิน ขยับไม่ได้ เคิร์ท อาร์โนลด์ หัวหน้าวิศวกรของเฮนส์เชล เสนอ ดร.ปอร์ช ให้ใช้รถถังต้นแบบของเฮนส์เชล ลากรถต้นแบบของปอร์ชให้พ้นจากหล่ม ปอร์ชสะบัดหน้าปฏิเสธข้อเสนอนี้

    ความจริงแล้ว รถถังทั้งสองคันยังไม่พร้อมอย่างแท้จริงที่จะวิ่ง รถถังของเฮนส์เชล ยังไม่เคยแม้แต่จะขับเคลื่อนด้วยกำลังของตนเองเลย! การขับเคลื่อนระยะทาง 11 กม. ไปยังกองบัญชาการของท่านฟูเรอร์ที่ราสเท็นเบิร์ก คงจะยาวนานราวชั่วนิรันดร์สำหรับทั้งสองบริษัท ไม่มีรถถังคันไหนวิ่งไปได้เกิน 200-300 เมตรโดยที่ไม่มีปัญหา และทั้งสองคันต้องยกเครื่องหลายครั้ง ไปตลอดเส้นทาง ณ จุดหนึ่ง เคิร์ท อาร์โนลด์ ถึงกับต้องใส่หมุดเข้าไปในกลไกขับเคลื่อนขั้นสุดท้ายที่มีปัญหา ของรถถังต้นแบบของเฮนส์เชล เพื่อให้มันสามารถวิ่งต่อไปได้

     วันรุ่งขึ้น 20 เมษายน รถถังต้นแบบทั้งสองคัน ก็พร้อมที่จะให้ฮิตเล่อร์ตรวจสอบ เมื่อมีข่าวว่าฮิตเล่อร์จะมาถึงช้าหน่อย คือประมาณบ่ายสองโมง อาร์โนลด์จึงสั่งให้รื้อชุดล้อขับสายพานเพื่อซ่อมแซม แต่โชคไม่ดี ฮิตเล่อร์ปรากฏตัวพร้อมบรรดาผู้ติดสอยห้อยตามในเวลา 11.00 น. ทำให้เกิดความสับสนอลหม่านในบริเวณของเฮนส์เชล เมื่ออาร์โนลด์สั่งให้คนงานรีบประกอบล้อขับสายพานกลับเข้าที่ รถถังทั้งสองคันจะต้องวิ่งด้วยความเร็วสูง เป็นระยะทางหลายร้อยเมตร เพื่อสาธิตขีดความสามารถด้านความเร็ว รถถังของปอร์ชวิ่งได้ไกลกว่า 1000 เมตรด้วยความเร็ว 50 กม./ชม. อาร์โนลด์ขับรถถังของเฮนส์เชลเอง ซึ่งวิ่งไปได้ประมาณ 850 เมตรด้วยความเร็ว 45 กม./ชม. ในเที่ยวกลับนั้น ความร้อนของเครื่องยนต์พุ่งขึ้นสูงมาก จนอาร์โนลด์เกรงว่ารถถังอาจจะเกิดไฟไหม้ขึ้นได้ เขาจึงหยุดรถก่อนที่จะถึงกลุ่มคนที่มาดูการทดสอบ และสามารถหาเหตุผลเอาตัวรอดไปได้ โดยหวังว่ารถถังจะเย็นลงก่อนที่ใครจะต้องขับมันอีกครั้ง

    ประสิทธิภาพด้านความเร็ว ที่ดูเหมือนจะเหนือกว่านิดหน่อยของรถถังต้นแบบของปอร์ช ทำให้สมาชิกบางคนของอุตสาหกรรมรถถัง มองข้ามรถถังต้นแบบของเฮนส์เชลไป อย่างไรก็ตาม อาร์โนลด์เข้าหาอัลเบิร์ท สเปียร์ เสนอแนะให้ทดสอบความสามารถในการบังคับขับเคลื่อน เขารู้มาว่ารถถังของปอร์ชนั้นบังคับเลี้ยวได้ยากมาก และรู้ว่าชุดเกียร์บ๊อกซ์ล้อขับสายพานแบบรีเจนเนอเรทีฟ ในรถถังเฮนส์เชลเองนั้น สามารถบังคับขับเคลื่อนได้ดีที่สุดในบรรดารถถังขนาดหนักทั้งหลายที่มีอยู่ในขณะนั้น ผลการทดสอบเป็นความสำเร็จสำหรับเฮนส์เชล ด้วยเหตุนี้ และด้วยปัญหาด้านการออกแบบอื่นๆ ของรถถังต้นแบบของปอร์ช เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าและแชสซี รถถังต้นแบบของเฮนส์เชล จึงได้รับการคัดเลือกเพื่อการผลิตอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนแชสซีของปอร์ช ต่อมาได้ดัดแปลงไปใช้ เป็นปืนใหญ่ต่อสู้รถถังอัตตาจร ซึ่งรู้จักกันนามว่าเฟอร์ดินันด์ (ต่อมาเปลี่ยนเป็น อีเลแฟ้นท์)

    รถถังเฮนส์เชล VK 4501 (P) ได้รับการสั่งผลิต ภายใต้นามเรียกขานว่า Pz Kpfw VI Tiger ausf E (Sd Kfz 181) อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วมันถูกเรียกว่า ไทเก้อร์ โดยเหล่าทหารหาญที่ใช้มัน และโดยฝ่ายสัมพันธมิตรที่ต่อต้านมัน ต่อมาหลังจากนั้น เมื่อมีการผลิต ไทเก้อร์ 2 (คิงไทเก้อร์) แหล่งข่าวบางแหล่งจึงเริ่มอ้างถึงรถถังต้นแบบว่าคือ ไทเก้อร์ 1 ถึงแม้ว่ารถถังคันนี้จะไม่เคยใช้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการเลยก็ตาม

การผลิตไทเก้อร์
เฮนส์เชล อุนด์ ซอห์น แห่งเมืองคาสเซล ประเทศเยอรมัน คือบริษัทที่มีชื่อเสียง ผู้ผลิตอุปกรณ์อุตสาหกรรมและรถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวรถจักรและปั้นจั่นขนาดใหญ่ใช้ตามท่าเรือ ด้วยขนาดและน้ำหนักของไทเก้อร์ เฮนส์เชลจึงได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้ผลิตที่เหมาะสมที่สุด มีสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตรถถังขนาดหนักดังกล่าวอย่างครบครัน เฮนส์เชลยังมีทีมงานวิศวกรที่ยอดเยี่ยม นำโดย เคิร์ท อาร์โนลด์ และมีสถานที่ทดสอบยานพาหนะพร้อมสรรพ โรงงานของเฮนส์เชลซึ่งใช้ในการประกอบขั้นสุดท้าย มีขนาดใหญ่โตจนรถถังแต่ละคันดูเล็กมาก และสายการผลิตขั้นสุดท้าย มีความสามารถผลิตรถถังออกมาได้วันละหลายคัน

    ถึงแม้ว่าอุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่ติดตั้งบนรถถังไทเก้อร์ จะถูกรับเหมาช่วงไปทำ เฮนส์เชลก็ผลิตชิ้นส่วนหลักเกือบทั้งหมดในโรงงานของตนเอง ตัวถัง ป้อมปืน และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่จัดหามาจากภายนอก จะถูกนำเข้าไปยังอาคารประกอบ ที่ซึ่งปฏิบัติการปรับแต่งเครื่อง และการประกอบโดยละเอียดได้รับการดำเนินการ สิ่งอำนวยความสะดวกของเฮนส์เชล ทำให้บริษัทสามารถปรับแต่งขอบป้อมปืน และบริเวณสำคัญๆ ของตัวถังได้ภายใน โรงงานของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกเลย

    พลประจำรถถังไทเก้อร์ ได้รับการคัดเลือกมาด้วยมือ ทั้งจากหน่วยปฏิบัติการรบ และจากผู้รับการฝึกระดับหัวกระทิของแพนเซ่อร์สคูเล่น (โรงเรียนสอนขับรถถัง) พลประจำรถเหล่านี้ถูกส่งไปยังเฮนส์เชล เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานโดยละเอียดของไทเก้อร์ และเพื่อเฝ้าดูรถถังของตนได้รับการประกอบขั้นสุดท้าย มันเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะว่าเจ้าไทเก้อร์ต้องการการดูแลรักษาเชิงป้องกันเป็นอย่างมาก และจำเป็นที่ต้องมี พลประจำรถที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี เพื่อรักษาสภาพรถถังไว้ให้พร้อมรบตลอดเวลา หนึ่งในบรรดาเครื่องช่วยฝึก ก็คือ ไทเก้อร์ฟิเบล หนังสือเล่มเล็กมีภาพประกอบแนวขบขัน ซึ่งแนะนำวิธีการ และกลเม็ดเด็ดพราย ในการดูแลให้เจ้าไทเก้อร์ทำงานได้อย่างถูกต้อง มันถูกแจกจ่ายไปทั่ว ในเหล่ากำลังพลประจำรถถังไทเก้อร์ และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฝึกอบรม ที่ได้รับความนิยม

   ระหว่างเดือนเมษายน 1944 การผลิตไทเก้อร์พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด เมื่อสายการผลิตสามารถผลิตออกมาได้ถึง 105 คันในเดือนเดียว ยอดการผลิตของไทเก้อร์ รุ่น E มีทั้งสิ้น 1354 คัน ทั้งหมดนี้ถูกส่งมอบระหว่าง กรกฎาคม 1942 จนถึงสิงหาคม 1944 การขาดแคลนวัสดุบางอย่าง สภาพการสงครามที่เปลี่ยนแปลงไป และการปรากฏโฉมของไทเก้อร์ 2 รุ่น B ในเดือนมกราคม 1944 เป็นปัจจัยที่จำกัดการผลิตไทเก้อร์ ให้เป็นไปตามสัญญาเดิม ที่เริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 1942 ถึงแม้ว่าไทเก้อร์จะบังคับควบคุมได้ดีมาก เมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนักของมัน แต่มันก็ไม่รวดเร็วและคล่องตัวเท่ารถถังขนาดเบากว่า อย่างเช่น เจ้าแพนเธ่อร์ นอกเหนือจากนี้มันยังผลิตได้ยากและมีราคาแพง และการใช้เกราะแนวตั้งด้านหน้า อันเป็นแบบของสมัยก่อนสงครามนั้น จำกัดปริมาณการป้องกันซึ่งเจ้าไทเก้อร์จะสามารถแบกไปได้ โดยยังมีน้ำหนักไม่เกินพิกัด ความจริงแล้ว การผลิตไทเก้อร์ทั้งหลายนี้เกินข้อจำกัดด้านน้ำหนัก 45 ตัน ของรถต้นแบบ ไปถึง 11 ตันทีเดียว

   ขณะที่พวกเยอรมันยึดตามหมายกำหนดการเดิม ในการผลิตไทเก้อร์ของตน ก็น่าจะบันทึกไว้ด้วยว่า รถถัง ที 26 อี3 (M26) หรือ เปอร์ชิ่ง ของอเมริกัน ถูกผลิตออกมาในอัตรา 1350 คันในเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น ในท้ายที่สุดแล้ว ความแตกต่างในเรื่องปรัชญาการผลิต และการผลิตที่รวดเร็วกว่าของอเมริกัน ทำให้เกิดความแตกต่าง ระหว่างความพ่ายแพ้กับชัยชนะ

Tiger ausf E

   การผลิตไทเก้อร์ รุ่น E แตกต่างน้อยมากจากต้นแบบ ยกเว้นแต่จะมีกล่องเก็บของขนาดใหญ่ 2 กล่อง ติดตั้งทางด้านหลังของป้อมปืน แต่ละกล่องมีฝาปิดของตนเอง การผลิตไทเก้อร์ รุ่น E เป็นไปตาม แนวทางในการสร้าง อันเป็นมาตรฐานของเยอรมัน ตัวถังและโครงสร้างหลักสร้างขึ้นด้วยการเชื่อม โดยใช้แผ่นเกราะแนวตั้ง เกราะของไทเก้อร์เป็นแผ่นเกราะที่เข้าร่องล็อคซึ่งกันและกัน ซึ่งทำให้รอยต่อมีความแข็งแกร่งขึ้น เกราะลำตัวและโครงสร้างด้านหน้า หนา 100 มม. ตัวถังด้านข้างหนา 60 มม. และโครงสร้างด้านข้าง และแผ่นเกราะด้านหลัง หนา 80 มม. แผ่นเกราะด้านบนหนา 25 มม. วางบนโครงสร้างป้อมปืนและเชื่อมติดเข้าด้วยกัน

   ป้อมปืนถูกขึ้นรูปจากแผ่นเกราะหนา 82 มม. แผ่นเดียว ดัดโค้งเป็นรูปเกือกม้า พร้อมแผ่นเกราะขนาดเล็กด้านหน้า 2 แผ่น ซึ่งทำให้ป้อมปืนมีความหนาเพิ่มเป็น 100 มม. แผ่นเกราะหลังคาหนา 25 มม. วางลงบนและเชื่อมเข้ากับด้านข้างของป้อมปืน แผ่นเกราะหลังคาก็ถูกดัดเช่นกัน เพื่อให้ได้รูปตามแนวเส้นโค้งของด้านข้างป้อมปืน

   ภายในของไทเก้อร์ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก คือ ส่วนพลขับ ส่วนพลปืนกล/วิทยุ ส่วนยุทธการป้อมปืน และส่วนห้องเครื่อง สองส่วนด้านหน้านั้นความจริงเป็นพื้นที่เดียวกัน แต่ถูกคั่นกลางโดยระบบส่งกำลังขนาดใหญ่ และหน่วยขับเคลื่อนขั้นสุดท้าย พลขับนั่งทางด้านซ้าย และบังคับรถโดยใช้พวงมาลัยขนาดใหญ่ ซึ่งสั่งการระบบบังคับควบคุมพลังไฮดรอลิค และเพื่อเป็นการสำรอง จึงมีก้านควบคุมฉุกเฉินบังคับด้วยมือ 2 ก้าน เอาไว้ใช้ในกรณีที่ระบบไฮดรอลิคขัดข้อง ก้านทั้ง 2 นี้สั่งการดิสก์เบรคแบบบังคับด้วยมือ ซึ่งใช้เป็นเบรคตอนจอดรถด้วย ช่องมองของพลขับได้รับการ ป้องกันโดยแท่งโลหะขยับได้ ซึ่งเปิดปิดโดยการหมุนวงล้อ ที่อยู่บนแผงหน้าปัทม์

   พลวิทยุนั่งทางตอนหน้าด้านขวา และทำหน้าที่เป็นพลปืนกลด้านหน้าด้วย ปืนกลด้านหน้าเป็นปืน MG 34 ขนาด 7.92 มม. ติดตั้งอยู่บนแท่นปืน Kugelblende ติดตั้งอยู่ในแผ่นเกราะด้านหน้า ชุดวิทยุติดตั้งอยู่บนหิ้งทางซ้ายมือของพลวิทยุ เหนือระบบส่งกำลัง

   ตัวยึดรูปกางเขนโค้งขนาดใหญ่ ซึ่งรองรับน้ำหนักของป้อมปืนส่วนหน้า ยังทำหน้าที่แบ่งส่วนยุทธการป้อมปืน ออกจากส่วนด้านหน้า ป้อมปืนอันใหญ่โตวางอยู่บนวงแหวนป้อมปืนขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.85 เมตร และพื้นของป้อมปืนถูกห้อยจากวงแหวนป้อมปืนโดยแท่งเหล็กรูปท่อ 3 แท่ง กลไลการป้อนกระสุนของปืนใหญ่ KwK36 ขนาด 88 มม. ยาวออกไปจนเกือบถึงป้อมปืนด้านหลัง และแบ่งพื้นที่ป้อมปืนเป็นสองส่วน พลปืนใหญ่นั่งทางด้านซ้ายของส่วนป้อนกระสุน และมีกล้องสองตา TZF9b ไว้ใช้ส่องเป้าหมาย มีการเจาะรูขนาดเล็กไว้ในแผงคอป้อมปืนใหญ่ เพื่อไว้ใช้มองจำนวน 2 รู ป้อมปืนหมุนด้วยพลังไฮดรอลิค และปรับแต่งความละเอียดโดยพวงมาลัยมือหมุน การกระดกปืนใหญ่ทำได้โดยการหมุนพวงมาลัยมือหมุนอีกอันหนึ่ง

   การเล็งและการยิงปืนใหญ่ต้องใช้ความชำนาญและสมาธิสูง พลปืนใหญ่มีตัวชี้เป็นแผง หน้าปัทม์ แสดงตำแหน่งเข็มนาฬิกา (1 - 12) ของปืนใหญ่ เพื่อช่วยในการเล็งอย่างรวดเร็ว ของปืน และเพื่อเลือกเป้าใหม่ในระหว่างสู้รบติดพันสับสน พลบรรจุกระสุนนั่งทางด้านขวา ของปืน และรับผิดชอบการบรรจุกระสุนปืน KwK36 กระสุนปืนใหญ่ถูกเก็บไว้ในกล่อง ภายใต้ตะกร้าของป้อมปืน ในพื้นตัวถัง และทางด้านข้างของโครงสร้างหลักของตัวถัง

   ผู้บังคับการรถนั่งทางซ้ายด้านหลังของป้อมปืน ภายใต้ฝาครอบป้อมปืนเล็กทรงกลม ซึ่งเรียกว่า cupola เจ้า cupola ของไทเก้อร์รุ่นแรกและรุ่นกลาง เป็นรูปร่างทรงกระบอก แบน ฝาครอบด้านบนหมุนเปิดออกไป และมีช่องมองปรุกระจกกันกระสุนโดยรอบรวม 5 ช่อง ตัวชี้การหมุนของป้อมปืนถูกติดตั้งไว้บน cupola ด้วย เพื่อให้ผู้บังคับการรถ รู้ทิศทางของปืนใหญ่ว่าหันไปทางใด cupola นี้ยังมีที่ติดตั้งเครื่องวัดระยะ และตัวยึด แบบแขนเหวี่ยง สำหรับติดตั้งกล้องส่องทางไกล เพื่อใช้ตรวจสอบวิถีกระสุนที่ยิงไป

   อาวุธหลักของ PzKpfw VI Tiger ausf E ก็คือปืน KwK36 ขนาด 88 มม. L/56 (L/56 หมายถึงปืนมีความยาว 56 เท่าของขนาดลำกล้อง หรือยาวเท่ากับ 88x56 = 4.928 เมตร) เพื่อช่วยให้การกระดกป้อมปืนขึ้นลงได้รวดเร็วขึ้น จึงมีการใช้ สปริงถ่วงน้ำหนัก ซึ่งถูกติดตั้งในกระบอกท่อ ทางขวาด้านหน้าของผนังป้อมปืน ปืนถูกยิงด้วยระบบไฟฟ้า จากสวิทช์ที่อยู่นพวงมาลัยมือหมุน ซึ่งควบคุมการหมุนของป้อมปืน

   กล่องเก็บกระสุนและรางวางกระสุน เก็บกระสุนปืนใหญ่แบบระเบิดแรงสูง (HE) และแบบเจาะเกราะ (AP) ได้รวมทั้งสิ้น 92 นัด นอกจากนี้ยังเก็บกระสุนปืนกล ขนาด 7.92 มม. อีก 4800 นัด ไว้ใช้กับปืนกล MG 34 ทั้ง 2 กระบอก ปืนกลกระบอกหนึ่ง ติดตั้งอยู่ในตัวถังด้านหน้า อีกกระบอกหนึ่งเป็นปืนกลร่วมแกน ติดตั้งอยู่ในแผงคอ ปืนใหญ่ และเพื่อป้องกันพลประจำรถในระยะประชิด ยังมีปืนกล MP 40 ขนาด 9 มม. อีก 1 กระบอกอยู่ภายในตัวรถ ปืนกลนี้สามารถยิงจากช่องยิงปืนกล ซึ่งมีช่องหนึ่ง ทางหลังด้านซ้ายของป้อมปืน และอีกช่องหนึ่งทางด้านขวา

   ในการผลิตไทเก้อร์รุ่นแรกๆ ช่องยิงปืนกลด้านขวาดังกล่าว เคยเป็นช่องทางออก ของพลประจำรถ ซึ่งมีบานพับอยู่ทางด้านล่าง และเปิดโดยเปิดลงไปทางด้านล่าง ท่อปล่อยควันขนาด 90 มม. รุ่น NbK39 จำนวน 6 ท่อ ถูกติดตั้งทางด้านข้างของ ป้อมปืน ข้างละ 3 ท่อ

   เพื่อป้องกันการโจมตีจากทหารราบ รถถังไทเก้อร์จำนวนหนึ่งจึงติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดแบบ S ไว้ภายนอกโดยรอบโครงสร้างหลัก หลายจุดด้วยกัน ลูกระเบิดแบบ S ประกอบด้วยระเบิดทรงกลม 1 ลูก ลึก 5 นิ้ว กว้าง 4 นิ้ว ซึ่งบรรจุลูกเหล็กกลมจำนวน 360 ลูก เวลาใช้งานนั้นเครื่องยิง จะยิงลูกระเบิดสูงขึ้นไปในอากาศประมาณ 4 - 5 ฟุต ที่ซึ่งมันจะระเบิดออก และกระจายลูกเหล็กออกไปทุกทิศทาง การติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดแบบ S ต่อมาถูกยกเลิกในการผลิตไทเก้อร์รุ่นหลังๆ โดยถูกแทนที่ด้วย Nahverteidigungswaffe (อาวุธป้องกันระยะประชิด) เจ้า Nahverteidigungswaffe คือเครื่องยิงลูกระเบิดต่อต้านบุคคล ซึ่งติดตั้งและบรรจุกระสุนจากภายในรถถัง ซึ่งอาจใช้ต่อต้านการคุกคามใดๆ ต่อรถถัง

   น้ำหนักของไทเก้อร์ ทำให้มันจำเป็นต้องใช้ล้อกดสายพานจำนวนมาก วางเหลื่อมและซ้อนกันบนคานรับแรงบิด (torsion bars) เพื่อให้ได้น้ำหนักกดพื้นที่เหมาะสม แกนล้อทางด้านขวาตามหลังคานรับแรงบิด แกนล้อทางด้านซ้ายนำหน้าคานรับแรงบิด และเพื่อให้การกระจายน้ำหนักดีขึ้น แกนแต่ละแกนจะมีล้อกดสายพาน 3 ล้อ ทำให้ไทเก้อร์เป็นรถถังที่มีเสถียรภาพ และบังคับได้ง่าย ทั้งๆ ที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้

   รถถังแต่ละคันจะมีสายพาน 2 ชุด ชุดสายพานกว้างใช้ออกศึก มีขนาดกว้าง 72.5 ซม. และสายพานแคบซึ่งใช้ในการขนส่งทางรถไฟ สายพานเพื่อการขนส่งมีความกว้าง 52 ซม. เมื่อติดตั้งสายพานแคบ จะมีการถอดล้อกดสายพานด้านนอก ออกจากแกน ล้อแต่ละแกน สิ่งนี้จำเป็นต้องทำ เพราะเส้นทางและสะพานรถไฟหลายแห่งในเยอรมัน มีขนาดเล็กและแคบ ในพื้นที่เปิดในชนบท หรือในที่ๆ เป็นไปได้ ก็จะเคลื่อนย้ายไทเก้อร์ ทางรถโดยติดตั้งสายพานกว้างไว้เลย เพื่อประหยัดเวลาในการเตรียมพร้อมเข้าสู่สงคราม

   รถถังไทเก้อร์รุ่นแรกๆ ใช้เครื่องยนต์เมย์บัค HL 210 P45 ขนาด 21 ลิตร 650 แรงม้า เครื่องยนต์ V-12 แกสโซลีน ติดตั้งทางด้านท้ายของตัวถัง นับจากปลายปี 1943 ไทเก้อร์เปลี่ยนใช้เครื่องยนต์ที่แรงขึ้น คือเมย์บัค HL 230 P45 700 แรงม้า ซึ่งมี ความจุกระบอกสูบเพิ่มเป็น 23 ลิตร (23000 ซีซี) ถึงแม้ว่าไทเก้อร์จะมีชื่อเสีย(ง) ว่า เครื่องยนต์กำลังน้อย แต่เครื่องยนต์ก็พิสูจน์แล้วว่าเชื่อถือได้พอสมควร ถ้าไม่ใช้งาน หนักเกินตัว เช่นพยายามจะลากรถถังคันอื่นที่เสีย การขาดแคลนรถถังกู้ซ่อมขนาดหนัก มักจะทำให้พลประจำรถถังไทเก้อร์พยายามที่จะลากไทเก้อร์ด้วยกันที่มีปัญหา ซึ่งบางครั้ง ทำให้พังไปด้วยกันทั้งคู่

   ชุดขับเคลื่อนขั้นสุดท้าย ติดตั้งอยู่ในตัวถังด้านหน้า ได้รับการพัฒนาโดยเฮนส์เชล และมีพื้นฐานมาจากชุดควบคุมแบบรีเจนเนอเรทีฟ ของเมอริท-บราวน์ ชาวอังกฤษ ยุคก่อนสงคราม ประกอบกับใช้ระบบเกียร์แบบพรีซีเลคทีฟอีกด้วย ระบบใหม่นี้ทำให้ ไทเก้อร์ขับง่าย และบังคับควบคุมได้ง่ายยิ่งกว่ารถถังหนักใดๆ ในสมัยนั้น ข้อเสียทางด้านการออกแบบ ก็คือความจริงที่ว่า จะต้องยกป้อมปืนออกเสียก่อน จึงจะสามารถซ่อมใหญ่ หรือเปลี่ยนระบบกำลังหรือชุดขับเคลื่อนขั้นสุดท้ายได้ อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบไฮดรอลิคของไทเก้อร์ ทำให้การยกป้อมปืนออกทำได้ง่าย

    รถถังไทเก้อร์ 495 คันแรก ที่ออกจากสายการผลิต ได้รับการติดตั้งระบบท่อ snorkel และซีลกันน้ำ เพื่อช่วยให้รถถังสามารถลุยลำธารลึกได้ถึง 4 เมตร มันเป็นที่น่าสงสัยว่า สิ่งนี้เคยได้ใช้กันอย่างกว้างขวางบ้างหรือไม่ และไทเก้อร์รุ่นต่อๆ มา ก็ได้รับการติดตั้ง อุปกรณ์ลุยน้ำแทน ซึ่งสามารถลุยลำธารได้ลึก 1.3 เมตร ไทเก้อร์ที่ตั้งใจจะใช้ในพื้นที่ ปฏิบัติการเขตร้อน หรือมีฝุ่นมาก จะได้รับการติดตั้งระบบกรองอากาศ Feifel เครื่องกรองอากาศพิเศษนี้ ถูกติดตั้งด้านหลังของลำตัวไทเก้อร์ และเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ผ่านทางท่อโลหะ และท่อที่ยืดหยุ่นได้ ซึ่งติดตั้งบนด้านหลังของแท่นเครื่อง

เสาอากาศวิทยุ ติดตั้งด้านหลังทางขวาของแท่นเครื่องยนต์ และปกติจะติดตั้งเสาอากาศ แบบคันเบ็ด


ภาพต่อไปนี้แสดงความทรหดของไทเก้อร์ ซึ่งโดนยิงอย่างจัง ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง แต่ไม่เข้า

ภาพต่อไปเป็นภาพลายเส้นของรถถังตระกูลไทเก้อร์ ทุกรุ่นทุกแบบ


คุณลักษณะเฉพาะ Tiger รุ่น E
ความยาว 8.458 เมตร
ความกว้าง 3.734 เมตร
ความสูง 2.870 เมตร
น้ำหนัก 56 ตัน
ปืนใหญ่ ขนาด 88 มม. KwK36
ปืนกล 7.92 มม. 2 กระบอก
เครื่องยนต์ เมย์บัค 700 แรงม้า HL230 P45 V-12 แกสโซลีน
ความเร็ว 37 กม./ชม.
พิสัย ทางดี 117 กม. ทางวิบาก 67 กม.
พลประจำรถ 5 คน

คุณลักษณะเฉพาะ Sturmtiger
ความยาว 6.312 เมตร
ความกว้าง 3.734 เมตร
ความสูง 3.454 เมตร
น้ำหนัก 70 ตัน
เครื่องยิงจรวด ขนาด 380 มม.
ปืนกล 7.92 มม. 1 กระบอก
เครื่องยนต์ เมย์บัค 700 แรงม้า HL230 P45 V-12 แกสโซลีน
ความเร็ว 40 กม./ชม.
พิสัย ทางดี 139 กม. ทางวิบาก 88 กม.
พลประจำรถ 5 คน

คุณลักษณะเฉพาะ Tiger II ausf B (King Tiger)
ความยาว 10.262 เมตร
ความกว้าง 3.746 เมตร
ความสูง 3.086 เมตร
น้ำหนัก 68 ตัน
ปืนใหญ่ 88 มม. KwK43 L/71
ปืนกล 7.92 มม. 3 กระบอก
เครื่องยนต์ เมย์บัค 600 แรงม้า HL230 P30 แกสโซลีน
ความเร็ว 41 กม./ชม.
พิสัย ทางดี 117 กม. ทางวิบาก 67 กม.
พลประจำรถ 5 คน

คุณลักษณะเฉพาะ Jagdtiger
ความยาว 10.655 เมตร
ความกว้าง 3.626 เมตร
ความสูง 2.820 เมตร
น้ำหนัก 70 ตัน
ปืนใหญ่ 128 มม. Pak44 L/55
ปืนกล 7.92 มม. 2 กระบอก
เครื่องยนต์ เมย์บัค 600 แรงม้า HL230 P30 แกสโซลีน
ความเร็ว 38 กม./ชม.
พิสัย ทางดี 160 กม. ทางวิบาก 120 กม.
พลประจำรถ 6 คน


หนังสืออ้างอิง : Tiger in Action @1989 Squadron/Signal Publications, Inc.
แปลและเรียบเรียงโดย : ไพศาล หาญบุญตรง เพื่อ FALCONBBS.COM ธันวาคม 2544

ไทเก้อร์ - สุดยอดรถถังเยอรมัน - ภาค 2

ไทเก้อร์เข้าประจำการ
หน่วยรบของเยอรมันหน่วยแรก ที่ได้รับไทเก้อร์ รุ่น E ก็คือหมวดรบที่ 1 ของกองร้อย SPzAbt 502 ซึ่งถูกส่งพร้อมรถถังไทเก้อร์ 4 คัน ไปยังแนวหน้าที่สตาลินกราดในเดือนสิงหาคม 1942 ในวันเข้าสู่สมรภูมิเป็นวันแรก ไทเก้อร์ทั้ง 4 คันถูกน้อคเอ้าท์ แม้ว่าตอนหลังจะกู้คืนมาได้ 3 คัน ไทเก้อร์ถูกใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง ถูกนำไปวิ่งบนภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสม ต่อการปฏิบัติการของรถถัง พื้นที่นั้นเป็นที่ลุ่มและเป็นป่าทึบ ซึ่งบังคับให้ไทเก้อร์ต้องวิ่งไปตามเส้นทางที่มีอยู่เดิมในป่า พลปืนต่อสู้รถถังที่มีประสบการณ์ของโซเวียต ซึ่งเตรียมพร้อมรับมืออย่างดีในที่ซุ่มยิง สามารถที่จะทำให้ไทเก้อร์หมดพิษสง แม้ว่าจะไม่สามารถเจาะเกราะคันไหนได้ก็ตาม

หลังจากการซ่อมสร้างและการเสริมกำลังรบ รถถังไทเก้อร์ของหมวดรบที่ 1 ก็เดินหน้าแสดงบทบาทสำคัญ ในการต่อสู้ที่แนวหน้าในรัสเซีย ทำลายรถถังรัสเซียหนึ่งในสี่ ของจำนวนที่ถูกทำลายทั้งหมดในช่วง 4 เดือน ของการบุกโจมตีในปี 1943 ความสำเร็จนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะว่าหมวดรบนี้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง มีรถถังไทเก้อร์ใช้งานไม่เกิน 7 คันเท่านั้น

หน่วยรบอื่นๆ ก็ได้รับการฝึกให้ใช้ และเสริมเขี้ยวเล็บด้วยรถถังไทเก้อร์ พอปลายปี 1942 ขบวนรถถังไทเก้อร์อันเกรียงไกร ก็ถูกส่งเข้าสมรภูมิในรัสเซีย อาฟริกา และอิตาลี ศูนย์ฝึกถูกจัดตั้งขึ้น ทั้งในเยอรมันและในฝรั่งเศส (ซึ่งขณะนั้นถูกเยอรมันยึดครองเรียบร้อยโรงเรียนฮิตเล่อร์ไปแล้ว) และในที่สุดแล้ว รถถังไทเก้อร์ ก็เข้าประจำการในกองพันรถถังหนัก 10 กองพัน กองพันฝึกรบ 1 กองพัน กองพันรถถังหนักหน่วย "SS" 3 กองพัน และกองพลรถถัง Grossdeutschland หน่วยรบอื่นอีกสองสามหน่วย ก็ได้รับรถถังไทเก้อร์เช่นกันในจำนวนที่ไม่มาก

กองพันรถถังไทเก้อร์ได้รับการจัดวางกำลังย่อยเป็นระดับหมวดหมู่ และสามารถปฏิบัติการ โดยเป็นอิสระจากกัน หรือเพื่อช่วยเหลือหน่วยอื่นในการตะลุยฝ่าแนวของข้าศึก หรือสะกดการยิงต่อสู้ของข้าศึก ในเวลาที่เกิดความสูญเสียมาก หรืออุปกรณ์ขาดแคลน บางครั้งรถถังไทเก้อร์ก็สนธิกำลังกับหน่วยรบหุ้มเกราะอื่นๆ หรือจัดตั้งเป็น Kampfgruppen (กลุ่มยุทธการ) โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางยุทธวิธี

การปรับปรุงรถถังไทเก้อร์
ขณะที่การผลิตรถถังไทเก้อร์เพิ่มขึ้นตามกระแส และรายงานต่างๆ จากหน่วยรบเริ่มหลั่งไหลเข้ามา มันก็ปรากฎชัดว่า ควรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเจ้าไทเก้อร์ เคิร์ท อาร์โนลด์ ยังคงแอบติดต่อกับทั้งนายทหารและกำลังพล ที่มีชื่ออยู่ในกองพันรถถังไทเก้อร์ ถึงแม้ว่าจะเป็น การกระทำที่เป็นความผิดอาญาร้ายแรงก็ตาม โดยทางการแล้ว จะต้องไม่มีการติดต่อใดๆ ระหว่างทหารผู้ใช้อุปกรณ์และผู้ผลิต จุดแรกที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ก็คือความเชื่อถือได้ของแชสซี และระบบส่งกำลังของเจ้าไทเก้อร์

ปัญหาต่างๆ ที่ได้รับรายงาน ก็ได้รับการแก้ไขไปทีละเล็กทีละน้อย ถึงแม้ว่าจะมีบางปัญหาที่ไม่สามารถ แก้ไขได้เด็ดขาดก็ตาม (ปัญหาเรื่องน้ำแข็งและหิมะแข็งตัวบนล้อกดสายพาน ไม่ได้ถูกแก้ไขจนกระทั่ง มีการเปิดตัว ไทเก้อร์ 2 ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการวางซ้อนเหลื่อมของล้อกดสายพานใหม่) เครื่องยนต์ 650 แรงม้าถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ 700 แรงม้า และระบบเกียร์ก็ได้รับการปรับปรุง ด้วยการปรับปรุงเหล่านี้ เจ้าไทเก้อร์จึงแสดงผลงานได้ดีพอสมควรในการใช้งานปกติ แม้จะมีเครื่องยนต์พลังแรงม้าสูงขึ้น ก็ไม่มีพลังสำรองเพียงพอที่จะไปลากไทเก้อร์คันอื่นที่เครื่องพัง โดยที่ไม่เสี่ยงว่าจะพังตามไปด้วย มีแต่พาหนะกู้ซ่อมรถถังขนาดหนักเท่านั้นที่จะแก้ปัญหานี้ได้ แต่พาหนะดังกล่าวก็มักจะขาดแคลนเสมอ เพราะพวกมันต้องคอยติดตามสนับสนุนหน่วยรถถังแพนเธ่อร์ (พาหนะดังกล่าวคือ รถกึ่งสายพานขนาดหนักรุ่น SdKfz 9 ขนาด 18 ตัน ซึ่งต้องใช้ต่อพ่วงกันถึง 3 คันเพื่อลากเจ้าไทเก้อร์คันเดียว)

การปรับปรุงอื่นๆ ที่มีต่อเจ้าไทเก้อร์ ความจริงแล้วเป็นความพยายามที่จะสร้างมาตรฐาน ให้กับโครงการผลิตรถถังของเยอรมัน โดยการใช้ส่วนประกอบมาตรฐาน ซึ่งจะใช้เหมือนๆ กันในรถถังแบบต่างๆ ของเยอรมัน ด้วยวิธีนี้ กองทัพบกเยอรมันมุ่งหวัง ว่าจะผลิตได้รวดเร็วขึ้น และบรรเทาสถานการณ์ชิ้นส่วนขาดแคลน ระหว่างปลายปี 1943 รถถังไทเก้อร์ที่ออกจากสายการผลิต เริ่มจะมี cupola ของผู้บังคับการรถที่เตี้ยลง ซึ่งถูกออกแบบ สำหรับใช้กับ ไทเก้อร์ 2 รุ่น B เครื่องยิงลูกระเบิดแบบ "S" ที่ติดตั้งภายนอก ถูกยกเลิกเมื่อมีการปรับแต่ง ป้อมปืนในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1943 ป้อมปืนใหม่ติดตั้ง Nahverteidigungswaffe (อาวุธป้องกันตัวระยะประชิด) - เครื่องยิงลูกระเบิดที่กลับด้านได้ ติดตั้งในหลังคา ซึ่งได้รับการบรรจุกระสุนจากภายในรถถัง มันสามารถยิงกระสุนควันหรือกระสุนต่อต้านบุคคล ซึ่งคล้ายคลึงกับลูกระเบิด "S" แบบเก่าในด้านการทำงาน พัดลมระบายอากาศในป้อมปืน ถูกย้ายไปอยู่ตรงกลางของหลังคาป้อมปืน เพื่อเปิดที่ว่างให้กับอาวุธป้องกันตัวระยะประชิด เครื่องยิงลูกระเบิดควันรุ่น NbK39 ซึ่งติดตั้งบนป้อมปืนก็ถูกยกเลิกด้วยเช่นกัน ความเปลี่ยนแปลงที่มีต่อตัวถังนั้น รวมถึงการลดจำนวนไฟหน้า ยี่ห้อ Bosch จาก 2 ดวง เหลือเพียง 1 ดวง โดยติดตั้งตรงกลางของแผ่นเกราะด้านหน้าพลขับ

ระหว่างต้นปี 1944 รถถังไทเก้อร์เปลี่ยนไปใช้ล้อกดสายพานแบบใหม่ เป็นแบบขอบโลหะ (เดิมเป็นขอบโลหะหุ้มยาง) ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับแพนเธ่อร์และแพนเธ่อร์ 2 นอกเหนือจากนี้ ล้อกดสายพานด้านนอก (อันที่ 3) บนแกนล้อแต่ละแกนถูกยกเลิก ซึ่งช่วยแก้ปัญหาน้ำแข็งและโคลนจับตัวแน่นได้ การใช้เครื่องระบายอากาศ Feifel ถูกยกเลิกในปี 1943 แม้ว่าจะเห็นบ่อยๆ บนเจ้าไทเก้อร์รุ่นเก่าอีกนานหลังจากนั้น ด้วยการปรับมาใช้ cupola ที่ออกแบบสำหรับไทเก้อร์ 2 รุ่น B, ไทเก้อร์ รุ่น E ก็ได้รับการติดตั้งกล้องส่องทางไกลตาเดียว รุ่น TZF9 สำหรับพลปืนใหญ่ ซึ่งต้องการรูไว้ส่องมอง เพียงรูเดียวเท่านั้นในแผงคอปืนใหญ่

รถถังไทเก้อร์ รุ่น E จำนวน 84 คันได้รับการดัดแปลงเป็นรถถังบัญชาการ โดยการติดตั้งอุปกรณ์วิทยุ และเสาอากาศพิเศษ รถถังเหล่านี้มีที่เก็บกระสุนปืนใหญ่ลดลงเหลือ 66 นัด ขณะที่กระสุนปืนกล MG 34 ถูกลดเหลือ 4050 นัด รถถังบัญชาการได้รับนามเรียกขานว่า Panzerbefehlswagen mit 8.8CM KwK L/56 หรือ Panzerbefehlswagen Tiger ausf E

ไทเก้อร์ รุ่น E ที่ผลิตออกมาในระยะหลังๆ เกือบทั้งหมด จะได้รับการ "ซิมเมอริท" โดยการฉาบปูน ป้องกันระเบิดแม่เหล็กบนพื้นผิวแนวตั้งทั้งหมด และเกือบทั้งหมดจะมีโล่ทำด้วยแผ่นโลหะ ห่อหุ้มชุดท่อไอเสีย แม้ว่ารูปแบบของโล่นี้จะเปลี่ยนไปหลายครั้งก็ตาม ในเดือนกุมภาพันธุ์ 1944 นามเรียกขานอย่างเป็นทางการของเจ้าไทเก้อร์ก็เปลี่ยนอีก คราวนี้เปลี่ยนเป็น Panzerkampfwagen Tiger ausf E


Sturmtiger

รถถังจู่โจม Sturmtiger ถือกำเนิดมาจากความต้องการของกองทัพบกเยอรมัน ที่อยากจะได้ปืนใหญ่จู่โจมขนาดหนัก ขับเคลื่อนด้วยตนเอง ซึ่งสามารถทำลายที่มั่น ป้อมปราการและอาคารขนาดใหญ่ได้ รถถังนี้ถูกมองว่า จะนำไปใช้เพื่อการสู้รบในเมือง อย่างเช่นที่ปะทะกันอยู่ที่สตาลินกราด แรกทีเดียวนั้นทางกองทัพบก ต้องการให้ติดปืนใหญ่ขนาด 210 มม. แต่ปืนดังกล่าวมันหาไม่ได้ ทางกองทัพบกก็เลยหันไปคว้าเอา Raketenwerfer 61 L/54 - เครื่องยิงจรวดขนาด 380 มม. ซึ่งได้รับการพัฒนาให้กับกองทัพเรือเยอรมัน ใช้เป็นอาวุธต่อต้านเรือดำน้ำ มีการตัดสินใจว่าแชสซีของไทเก้อร์ รุ่น E เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นแชสซี สำหรับระบบอาวุธใหม่นี้ และบริษัทอัลเค็ทท์ ก็เริ่มต้นพัฒนารถถังนี้ระหว่างปี 1943 ในเดือนตุลาคม 1943 รถถังต้นแบบก็ประสบความสำเร็จในการสาธิตให้กองทัพบกชม และได้รับคำสั่งให้เริ่มทำการผลิตในกลางปี 1944 บริษัทแบรนเด็นเบอเก้อร์ ไอเซ่นเวิร์ค ผลิตโครงสร้างหลัก และบริษัทอัลเค็ทท์ ทำการประกอบขั้นสุดท้าย ในโรงงานของตนในเบอร์ลิน-สปานเดา

โครงสร้างหลักของรถถังใหม่นี้ มหึมาด้วยเกราะด้านหน้าหนา 150 มม. และเกราะด้านข้างและด้านหลังหนา 80 มม. ตัวถังช่วงล่างมีเกราะด้านหน้าหนา 100 มม. เกราะด้านข้างหนา 60 มม. เกราะด้านหลังหนา 80 มม. และหลังคาหนา 40 มม. ช่องมองหุ้มเกราะของพลขับ และแท่นกลมติดตั้งปืนกล MG 34 ถูกวางตำแหน่งไว้ในเกราะด้านหน้า รวมทั้งช่องมองสำหรับพลปืน มองด้วยกล้อง Pak ZF3X8 ช่องยิงปืนกลมือถูกติดตั้งในเกราะด้านข้าง และมีช่องเปิดทรงกลมขนาดใหญ่ ตรงกึ่งกลางของแผ่นเกราะด้านหลังของโครงสร้างหลัก เป็นช่องทางเข้าออก ปั้นจั่นสำหรับยกกระสุนจรวดเข้าบรรจุในตัวรถ ถูกติดตั้งไว้ทางมุมขวาด้านหลังของโครงสร้างหลัก หลังคาประกอบด้วยเครื่องระบายอากาศและพัดลม ช่องเปิดทรงกลม 1 อัน และช่องเปิดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบสองบาน 1 อัน ไว้สำหรับเปิดรับกระสุนจรวด ส่วนหลังของช่องเปิดนี้ถูกถ่วงน้ำหนักด้วยสปริง และบรรจุอาวุธป้องกันตัวระยะประชิด

ภายในโครงสร้างหลักมีรางเก็บกระสุนจรวด 6 ราง บรรจุกระสุนจรวดได้ทั้งสิ้น 12 ลูก แต่ละลูกหนัก 345 กก. และยาว 1420 มม. ลำกล้องของเครื่องยิงจรวดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 380 มม. และกระสุนจรวดมีพิสัยยิงไกลสุด 5670 เมตร ถาดบรรจุกระสุนมีล้อเลื่อนได้ ช่วยให้พลประจำรถ สามารถบรรจุกระสุนจรวดเข้าเครื่องยิงด้วยมือเมื่อลำกล้องมีมุมเงยเท่ากับ 0 องศา มีเครื่องกว้าน (winch) หนึ่งตัว ติดตั้งภายใต้หลังคา ซึ่งช่วยให้พลประจำรถยกกระสุนเข้าเก็บในรางเก็บกระสุน และออกจากรางเก็บกระสุนเพื่อบรรจุในถาดบรรจุกระสุน พลประจำรถมีทั้งหมด 5 คน คือผู้บังคับการรถ พลขับ พลสังเกตการณ์ และพลบรรจุ 2 คน รถถังนี้ได้รับนามเรียกขาน อย่างเป็นทางการว่า 38 cm RW61 auf Sturmmoerser Tiger แต่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ในหมู่ทหารหาญในนาม Sturmtiger

ถึงแม้ว่ากระสุนจรวดจะมีประสิทธิผลในการทำลายล้างเป้าหมายส่วนใหญ่ Sturmtiger ก็เชื่องช้า และเชื่อถือไม่ค่อยได้ในเรื่องเครื่องยนต์กลไก ส่วนใหญ่ถูกข้าศึกยึดไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พลประจำรถสละรถ เพราะเกิดปัญหาเครื่องยนต์กลไก แม้จะมีเกราะหนาหนัก Sturmtiger ก็เป็นเป้าใหญ่เสียจนมีจำนวนหนึ่งถูกยิง และทำลายโดยรถถังฝ่ายสัมพันธมิตร รถถังฝ่ายสัมพันธมิตรจะล้อมวงเข้าเล่นงานเจ้า Sturmtiger จากด้านหลัง ที่ซึ่งเกราะมีความหนาน้อยที่สุด และเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตี



Tiger II ausf B (King Tiger)

ไทเก้อร์ 2 ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นคำตอบต่อคำเรียกร้องของ Waffenamt (หน่วยพัฒนาสรรพาวุธ) ของกองทัพบกเยอรมัน ซึ่งต้องการรถถังใหม่เพื่อที่จะมาแทนไทเก้อร์ รุ่น E คำเรียกร้องนี้มีขึ้น เพราะไทเก้อร์ รุ่น E มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์กลไกอย่างต่อเนื่อง และเพราะเกิดความรู้สึกว่า มีความจำเป็นต้องติดตั้งอาวุธขนาดใหญ่ขึ้น เกินกว่าที่ไทเก้อร์ รุ่น E จะรองรับไหว

ทั้งปอร์ชและเฮนส์เชลถูกขอให้ออกแบบรถถังหนักคันใหม่นี้ ปอร์ชออกแบบมา 2 รุ่น ทั้ง 2 รุ่นติดตั้งป้อมปืนแบบเดียวกัน และปืนใหญ่ขนาด 88 มม. KwK43 L/71 รุ่น 180 ติดตั้งป้อมปืนค่อนไปทางด้านหน้า ในศูนย์กลางของลำตัว ขณะที่รุ่น 181 ติดตั้งป้อมปืนทางด้านหลังของลำตัว ทั้ง 2 รุ่นกะจะใช้ระบบขับเคลื่อน แกสโซลีน-ไฟฟ้าอันเป็นของ VK 4501(P) แผนแบบ VK 4502 (P) ของปอร์ช ก็พ่ายแพ้แก่ VK4503(H) ของเฮนส์เชลอีก ประการแรก เป็นเพราะระบบขับเคลื่อนลูกผสมแกสโซลีน-ไฟฟ้า ยังคงไม่น่าเชื่อถือ เท่าระบบขับเคลื่อนตามแบบฉบับเดิม ที่ใช้ในรถถังของเฮนส์เชล นอกจากนี้ การขาดแคลนโลหะทองแดง สำหรับผลิตระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ก็ยิ่งขาดแคลนหนักยิ่งกว่าปีที่ผ่านมาเสียอีก

รถถังต้นแบบ VK4503 (H) ซึ่งประสบความสำเร็จของเฮนส์เชล เป็นรถถังตามแบบฉบับเดิม ได้รับการออกแบบมาในลักษณะเดียวกับไทเก้อร์ รุ่น E ตามสเป็คนั้นกำหนดให้มีรูปร่างที่ทนทานต่อกระสุนมากที่สุด และเจ้า VK4503 (H) ก็มีเกราะแนวเฉียงรอบตัว เกราะด้านหน้าเพิ่มความหนาเป็น 150 มม. อย่างไรก็ตาม เกราะด้านข้างยังคงหนา 80 มม. โครงการนี้ได้รับลำดับความสำคัญสูงสุด แต่ก็ล่าช้าไปหลายเดือนเพื่อที่จะร่วมมือ ประสานงานกับบริษัทมาน ซึ่งกำลังพัฒนารถถังแพนเธ่อร์ 2

การประสานงาน ทำให้มีการใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานร่วมกันเป็นจำนวนมากระหว่างรถถังทั้งสอง นโยบายนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิต และทำให้สถานการณ์การขาดแคลนชิ้นส่วนบรรเทาเบาบางลง ผลก็คือ ถึงแม้ว่าไทเก้อร์ 2 จะพัฒนามาจากไทเก้อร์ แต่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนแพนเธ่อร์ที่ขยายใหญ่ขึ้น และใช้ชิ้นส่วนจำนวนหนึ่งร่วมกับแพนเธ่อร์ 2 ชิ้นส่วนร่วมเหล่านี้รวมถึงรายละเอียดแท่นเครื่องยนต์ขั้นต้น cupola ช่องเปิดในลำตัว ล้อกดสายพานแบบขอบโลหะ และส่วนประกอบเครื่องยนต์กลไกภายในจำนวนมาก

ในเดือนตุลาคม 1943 รถถังต้นแบบไทเก้อร์ 2 ก็ได้รับการตรวจสอบโดยฮิตเล่อร์ และนายทหารระดับสูงคนอื่นๆ ของเยอรมัน และในเดือนมกราคม 1944 รถถังจากสายพานการผลิตคันแรกๆ ก็เริ่มทยอยออกจากโรงงานของเฮนส์เชล รถถังไทเก้อร์ 2 ที่ผลิตออกมา 50 คันแรกใช้ป้อมปืนที่ออกแบบมาเพื่อแผนแบบของปอร์ช ซึ่งพ่ายแพ้การแข่งขัน ป้อมปืนเหล่านี้มีเกราะด้านหน้าและแผงคอปืนใหญ่เป็นรูปโค้ง ซึ่งทำให้เกิดกับดักกระสุนมรณะใต้แผงคอนั้น (กับดักกระสุน คือบริเวณพื้นที่ที่หักเหกระสุนข้าศึกที่กำลังพุ่งเข้ามาหา ให้เข้าไปในตัวรถ - ในกรณีนี้คือต่ำลงไปในตำแหน่งพลขับ) ผลก็คือ เฮนส์เชลได้รับการร้องขอ ให้ออกแบบป้อมปืนใหญ่ แบบของเฮนส์เชลไม่เพียงแต่กว้างขวางกว่า แต่ยังป้องกันได้ดีกว่ามากด้วย มันยังผลิตได้ในราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย ป้อมปืนของเฮนส์เชลจึงได้รับการคัดเลือก ให้เป็นมาตรฐาน และติดตั้งบนรถถังทุกคันที่ผลิตออกมาหลังจากนั้น

ไทเก้อร์ 2 รุ่น B มีระบบขับเคลื่อนที่ปรับปรุงมาจากของไทเก้อร์ รุ่น E และมีความเร็วเกือบจะเท่ากัน อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นจะต้องลากรถถังคันอื่นที่เครื่องเสีย แรงเค้นที่เกิดขึ้นก็มักจะทำให้เครื่องพังไปด้วย ขณะที่เฮนส์เชลและผู้รับเหมาช่วง ได้พยายามแก้ไขปรับปรุงอย่างมากมาย และรถถังนี้ก็มีเครื่องยนต์กลไกดีกว่าไทเก้อร์ รุ่น E รุ่นแรกๆ แต่โชคร้ายที่พวกมันเป็นรถถังที่หนักที่สุด ที่มีใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 น้ำหนักและขนาดของไทเก้อร์ 2 ทำให้พวกเยอรมันมีปัญหามากมายในการขนส่งและกระจายกำลังหน่วยรถถังไทเก้อร์ 2 แม้ว่าจะผลิตได้ง่ายกว่าไทเก้อร์ รุ่น E แต่เจ้าไทเก้อร์ 2 รุ่น B นี้ก็ต้องใช้เหล็กกล้าและแรงงานคนจำนวนมหาศาล ทรัพยากรเหล่านี้น่าจะถูกใช้อย่างฉลาดกว่านี้ โดยนำไปผลิตรถถังขนาดกลางเช่นแพนเธ่อร์จำนวนมากขึ้นยังจะดีกว่า

รูปแบบพื้นฐานของไทเก้อร์ 2 รุ่น B เหมือนกับของไทเก้อร์ รุ่น E เกราะแนวเฉียงด้านหน้าทำให้ต้องยกเลิกช่องมองของพลขับ ซึ่งถูกแทนที่ด้วยกล้องเพอริสโคปหมุนได้ ซึ่งติดตั้งอยู่ข้างหน้าพลขับ พลวิทยุก็มีกล้องเพอริสโคปติดตั้งตายตัวอยู่เหนือแท่นกลม ซึ่งติดตั้งปืนกล MG34 ช่องเปิดทั้ง 2 ช่องเปิดโดยยกขึ้นและหมุนออก เช่นเดียวกับฝาเปิดบน cupola ของป้อมปืน ป้อมปืนไม่มีตะกร้า แต่มีที่เก็บขนาดใหญ่ทางด้านหลัง ซึ่งเก็บกระสุนได้ 22 นัด การหมุนป้อมปืนด้วยพลังไฮดรอลิค เป็นแบบเดียวกับของไทเก้อร์ และมีปัญหาหมุนช้าเช่นเดียวกัน ป้อมปืนถูกขยายออกไปทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อรองรับน้ำหนักของปืนใหญ่ขนาด 88 มม. KwK43 L/71 (ขนาดเดียวกันกับที่ใช้ในไทเก้อร์ แต่ยาวกว่า) โดยไม่ทำให้กลไกวงแหวนของป้อมปืนต้องรับน้ำหนักมากเกินไป ซึ่งวงแหวนมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1855 มม.

เกราะด้านหน้าของป้อมปืนของปอร์ชหนา 110 มม. ด้านข้างและด้านหลังหนา 80 มม. ป้อมปืนของปอร์ชมีความซับซ้อนพอสมควร แผ่นเกราะด้านหน้าเป็นรูปโค้งและหนามาก และป่องออกทางด้านซ้ายเพื่อเป็นที่สำหรับ cupola ป้อมปืนของเฮนส์เชล มีแผ่นเกราะด้านหน้าเรียบ หนา 180 มม. เกราะด้านข้างและด้านหลังหนา 80 มม. ป้อมปืนทั้ง 2 แบบมีช่องทางเข้าออกทางด้านหลัง และช่องเปิดสำหรับพลบรรจุกระสุนบนหลังคา หลังคาของป้อมปืนทั้ง 2 แบบหนา 40 มม. ป้อมปืนของเฮนส์เชล มีแผงคอปืนใหญ่รูปร่างคล้ายหัวหมูป่า ซึ่งให้การป้องกันที่ดีเยี่ยมแก่ที่ติดตั้งปืนใหญ่

อาวุธหลักของไทเก้อร์ 2 คือปืนใหญ่ขนาด 88 มม. KwK43 L/71 ซึ่งได้รับการพิจารณาอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นปืนใหญ่รถถัง ที่ดีที่สุดรอบด้าน (best all-around) ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มันมีวิถีตรง และมีพลังอำนาจที่จะทำลายล้างรถถังฝ่ายสัมพันธมิตร เกือบทุกคันจากระยะยิงที่ไกลมาก อย่างไรก็ตาม การหมุนของป้อมปืนนั้นช้ามากๆ อย่างเร็วที่สุดการหมุนรอบตัว 360 องศา ต้องใช้เวลา 19 วินาที แต่มีบ่อยครั้งที่มันใช้เวลาถึง 75 วินาที การหมุนด้วยมือนั้น ทั้งพลปืนและพลบรรจุกระสุน จะต้องช่วยกันหมุน พวงมาลัยมือหมุนของพลปืนต้องหมุนถึง 700 รอบ จึงจะหมุนป้อมปืนได้ 1 รอบ (360 องศา) ขณะที่พวงมาลัยมือหมุน ของพลบรรจุกระสุนต้องหมุน 680 รอบ แน่นอน การหมุนด้วยพลังไฮดรอลิคเป็นที่นิยมมากกว่า แม้ว่ามันจะช้าก็ตาม

อาวุธรองประกอบด้วยปืนกล MG34 ติดตั้งทางด้านหน้า ปืนกล MG34 ร่วมแกนกับปืนใหญ่ และปืนกล MG42 สำหรับผู้บังคับการรถใช้ บนแท่นติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน ซึ่งติดอยู่กับ cupola มีกระสุนปืน 7.92 มม. จำนวน 5850 นัดติดไปกับรถ

ไทเก้อร์ 2 ที่ดัดแปลงไปเป็นรถถังบัญชาการมีวิทยุและเสาอากาศพิเศษติดตั้งในป้อมปืน ทำให้มีที่เก็บกระสุนปืนใหญ่น้อยลง รถถังบัญชาการได้รับนามเรียกขานว่า Panzerbefehlswagen mit 8.8CM KwK43 L/71 หรือ Panzerbefehlswagen Tiger ausf B


Jagdtiger

นโยบายของกองทัพบกเยอรมันในช่วงกลางปี 1943 ก็คือพัฒนาแท่นติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจร ให้กับแชสซีรถถังใหม่ๆ แต่ละคันที่ออกมา การนี้ทำให้พวกเยอรมันสามารถติดตั้งอาวุธบนแชสซีนั้น ได้ใหญ่กว่าที่จะติดตั้งกับป้อมปืนที่หมุนได้ เมื่อเฮนส์เชลออกแบบไทเก้อร์ 2 รุ่น B บริษัทก็ร่วมมือกับบริษัทครุปป์ ในการออกแบบไทเก้อร์ 2 รุ่นติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจร

โมเดลทำด้วยไม้ขนาดเท่าของจริงถูกตั้งแสดงในเดือนตุลาคม 1943 และรถถังต้นแบบคันแรกปรากฏตัวในเดือนเมษายน 1944 ตัวอย่าง 2 คันถูกสร้างด้วยระบบกันสะเทือนที่ออกแบบโดยปอร์ช คล้ายกับที่ใช้บนรถถังเฟอร์ดินันด์-อีเลแฟ้นท์ ขณะที่ระบบกันสะเทือนนี้ช่วยลดเวลาในการผลิต และใช้พื้นที่ด้านในตัวถังน้อยลง แต่ส่วนประกอบของมันได้รับแรงเค้นสูงกว่า และอย่างน้อยก็มีครั้งหนึ่ง ที่แท่นล้อทั้งแท่นหักหลุดออกจากตัวถังในระหว่างการทดสอบ ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่า รถถังที่ผลิตออกมาจะสามารถเข้าประจำการได้อย่างรวดเร็ว จึงใช้ระบบกันสะเทือนแบบคานรับแรงบิด (torsion bars) ของเฮนส์เชล ในรถถังทุกคันที่ผลิตออกมา

รถถังใหม่เดิมให้ชื่อว่า Jagdpanzer VI ต่อมาเปลี่ยนเป็น Jagdtiger SdKfz 186 โดยพื้นฐานแล้วมันคือตัวถังของไทเก้อร์ 2 ที่ขยายให้ยาวขึ้นอีกหน่อย และมีโครงสร้างหลักเป็นรูปกล่องขนาดใหญ่ ติดตั้งในพื้นที่ที่เคยติดตั้งป้อมปืน เกราะด้านหน้าหนา 250 มม. ขณะที่ด้านข้างและด้านหลังหนา 80 มม. ตัวถังมีเกราะด้านหน้าหนา 100 ถึง 150 มม. ด้านข้างและด้านหลังหนา 80 มม. แผ่นเกราะหลังคาและพื้นหนา 40 มม. ประตูขนาดใหญ่ 2 บานมีบานพับ ติดตั้งบนแผ่นเกราะด้านหลังของโครงสร้างหลัก และช่องเปิดเพิ่มเติม เครื่องระบายอากาศ กล้องเพอริสโคป และช่องมองสำหรับพลปืน ถูกติดตั้งในหลังคาของส่วนยุทธการ พลขับและพลวิทยุมีช่องเปิดบนหลังคาของตัวถัง อันเป็นแบบมาตรฐานของไทเก้อร์ 2

อาวุธหลักของ Jagdtiger คือปืนใหญ่ขนาด 128 มม. PaK44 L/55 อันเป็นปืนใหญ่ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งติดตั้งบนรถถังในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีขีดความสามารถทำลายล้างรถถังหนักของฝ่ายสัมพันธมิตร ได้เกือบทุกคันจากระยะยิงเกือบจะไกลสุด มีรถบรรทุกกระสุนต่างหาก ซึ่งบรรทุกกระสุนทั้งแบบระเบิดแรงสูง (HE - High Explosive) และแบบเจาะเกราะ (AP - Armor-Piercing) ได้รวม 40 นัด อาวุธรองประกอบด้วยปืนกล MG34 ในแท่นกลมมาตรฐานของไทเก้อร์ 2 และปืนกล MG42 เพื่อใช้ต่อสู้อากาศยาน โดยมีแท่นติดตั้งทรงสูง อยู่บนฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหลัง

Jagdtiger มีปัญหาเครื่องเสียบ่อยๆ เพราะว่าแชสซีและระบบส่งกำลัง ถูกใช้งานเกินกำลังด้วยน้ำหนักของรถถัง นอกจากนี้ขนาดของมันทำให้ยากจะหลบหลีกจากเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งได้เข้าครอบครองนภากาศ เหนือประเทศเยอรมันเกือบทั้งประเทศแล้ว ปืนใหญ่นี้เป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมมาก และรถถังทุกคันที่ถูกใช้ประจำการ ในที่กำบังที่ดี ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวมันเอง แต่ถ้าออกวิ่งละก็ มันจะกลายเป็นอีกเรื่องนึงไปเลย

กองพันพิฆาตรถถังกองพันหนึ่งของอเมริกันในเบลเยี่ยม พบรถถัง Jagdtiger คันหนึ่งถูกพลประจำรถสละทิ้ง จอดขวางถนนอยู่ จึงพยายามที่จะขยับเพื่อไม่ให้ขวางทาง แต่ความพยายามทั้งหมดที่จะเคลื่อนย้ายหรือลากเจ้ารถถังคันนี้ ต้องล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง แม้จะหมดพิษสงถูกสละทิ้งแล้ว รถถังคันนี้ก็ยังสามารถหยุดยั้งการรุกคืบของพวกอเมริกันไว้ได้ จนกระทั่งวิศวกรสนามสามารถตัดถนนผ่านป่าใกล้ๆ กับรถถังเยอรมันที่ถูกทิ้งไว้นั้นไปได้ แม้ว่า Jagdtiger จะมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์กลไก อันเนื่องมาจากการพัฒนาอย่างรีบเร่ง และเพราะขาดแชสซีที่แข็งแกร่งกว่านี้ มันก็คือความสำเร็จทางด้านวิศวกรรมอย่างแท้จริง ความล้มเหลวของบรรดารถถังหนัก/ปืนใหญ่อัตตาจรของเยอรมันนั้น โดยแท้จริงแล้วเป็นเพราะพวกมันเกินขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเยอรมัน ที่จะผลิตออกมาได้จำนวนตามที่ต้องการ และพวกมันเกินขีดความสามารถของถนนหนทาง และเครือข่ายการขนส่งทางรถไฟที่จะเคลื่อนย้ายมัน แต่ส่วนประกอบการออกแบบรถถังเยอรมันจำนวนมาก ก็ถูกนำไปใช้ในการออกแบบรถถังยุคหลังสงคราม ของฝ่ายสัมพันธมิตรหลายคัน บางทีนี่อาจจะเป็นคำจารึกบนหลุมฝังศพที่ดีที่สุด ที่รถถังไทเก้อร์ จะพึงได้รับ/


หนังสืออ้างอิง : Tiger in Action @1989 Squadron/Signal Publications, Inc.
แปลและเรียบเรียงโดย : ไพศาล หาญบุญตรง มกราคม 2545

1.  เวกเตอร์ และ สเกลาร์

 

2.  เวกเตอร์ชี้ตำแหน่ง

 

3.  การเท่ากันของเวกเตอร์

 

4.  การบวกเวกเตอร์

 

5.  การลบเวกเตอร์

 

6.  เวกเตอร์หนึ่งหน่วย

 

7.  องค์ประกอบของเวกเตอร์

 

8.  การคูณเวกเตอร์

 

9.  สรุป

 


 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์