นาฬิกาแบบพกพาได้

นาฬิกามีกี่แบบ มีแบบใหนบ้าง

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเคยเขียนลงในนิตยสาร Business.com เห็นว่าเป็นความรู้ พอนำมาอ้างอิงได้ จึงขอนำมาดัดแปลงเป็นเวป Html เพื่อเผยแพร่ในโอกาศขึ้นบ้านใหม่ของ Siamnaliga.com ครับ

     ก่อนที่คนเราจะเริ่มเล่นนาฬิกา เราก็ต้องรู้ก่อนครับ ว่านาฬิกามีกี่แบบและมีแบบไหนมั่ง อาจมีผู้อ่านหลายๆคนที่สนใจนาฬิกา เคยได้ยินว่านาฬิกามีทั้งแบบ ควอทซ์ ออโตเมติก ไขลาน ใส่ถ่าน แบบเขย่าๆ คีเนติก eco-drive สารพัดจะตั้งชื่อเรียกกัน ท่านผู้อ่านที่รู้แล้วว่าแต่ละระบบแตกต่างกันอย่างไร อย่าว่าผมสอนหนังสือสังฆราชเลย แต่ในบทแรก เราจำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ก่อนครับ นาฬิกาทั้งหมดทั้งหลายในโลกนี้แบ่งเป็นสองหมู่ใหญ่ๆคือแบบที่ควบคุมการบอกเวลาด้วยวงจรอิเลคโทรนิคใช้ไฟฟ้า กับแบบที่ควบคุมการบอกเวลาด้วยกลไกจักรกล เปรียบเหมือนรถจักรยานกับมอเตอร์ไซค์ จักรยานก็ต้องอาศัยแรงถีบจากคนถึงจะวิ่งไปได้ ส่วนมอเตอร์ไซค์เราไปเติมน้ำมันก็วิ่งปร๋อ เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ก็จะพูดถึงแต่เฉพาะนาฬิกาที่พอมีขายในปัจจุบันเท่านั้น ไม่รวมไปถึงพวกที่สูญพันธุ์ไปแล้วเช่นพวก Tuning Fork หรือพวก Transistor

    กลุ่มใหญ่กลุ่มแรกที่เราจะพูดถึงก็คือนาฬิกาที่ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เหมือนรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งต้องเติมน้ำมันแล้วถึงจะวิ่งออก
    นาฬิกาที่ใช้ระบบไฟฟ้านี้ถูกคิดค้นมาตั้งแต่ยุคต้นทศวรรษ 50 โดยเริ่มต้นที่ระบบ Transistor แบบใช้จักรกลอก ควบคุมความเที่ยงตรง ต่อมาก็พัฒนามาเป็นระบบขดลวดความถี่หรือ Tuning Fork และพัฒนาออกมาเป็นระบบวงจร Quartz ที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน ระบบ Quartz นั้นพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือของกลุ่มผู้ผลิตนาฬิกาของประเทศสวิส ในช่างต้นทศวรรษ 70 ต่อมาในยุคปลายทศวรรษ 70 ก็มีนาฬิกาแบบ Quartz ราคาถูกจากญี่ปุ่น ออกมาตีตลาดโลก เป็นผลให้อุตสาหกรรมผู้ผลิตนาฬิกาสวิส เจ๊งกันเป็นระนาว เพราะสู้ราคาการผลิตแบบ Mass Production แบบญี่ปุ่นๆไม่ใหว เป็นจุดพลิกผันแห่งศตวรรษ เพราะนาฬิกาแบบไขลาน หรือแบบจักรกลที่คนทั้งโลกใช้กันมากว่าหลายร้อยปี ต้องถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาใส่ถ่านราคาถูกจากญี่ปุ่น
    หลักการทำงานของระบบ Quartz ก็คือ มีผู้ค้นพบว่าผลึก Quartz นั้น เมื่อได้รับประจุไฟฟ้าเข้าไป ก็จะสร้างความถี่ที่คงที่ออกมา นักประดิษฐ์จึงใช้หลักความคิดนี้สร้างนาฬิกาแบบ Quartz ออกมาโดยสร้างวงจรขึ้นมาเพื่อเทียบความถี่นี้ออกมาเป็นวินาที และใช้มอเตอร์ขนาดเล็ก ขับโดยแรงไฟฟ้าดันเข็มให้เคลื่อนไปทีละวินาทีๆ ทดกับจักรต่างๆกลายเป็นเข็มสั้น บอกนาที บอกชั่วโมง บอกวัน สารพัดแล้วแต่คนเราจะสร้าง
    นาฬิกา Quartz อีกแบบไม่ใช้เข็มแสดงผล แต่ใช้วงจรอิเลคโทรนิกส์ รวบรวมข้อมูล เพื่อแสดงผลบนจอแบบ LCD (Liquid Crystal Display) ตัวอย่างก็เช่นพวก Casio G-Shock ที่เหล่าวัยรุ่นต่างๆนิยมชมชอบ เมื่อมีแบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงาน นักประดิษฐ์ก็สามารถติดตั้งอุปกรณ์อื่นเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มความสามารถของนาฬิกานั้น ตั้งแต่เครื่องคิดเลข ระบบปลุก เครื่องวัดอุณหภูมิหรือล่าสุดก็มีระบบนำทางด้วยดาวเทียม (GPS) เครื่องเล่นเพลงแบบ MP3 และกล้องถ่ายรูปแบบ Digital มารวมกับนาฬิกาข้อมือแล้ว ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อเพราะเทคโนโลยีปัจจุบันพัฒนาได้ไวเหลือเกิน

 

 

    ด้านบนคือเครื่องของนาฬิกา Quartz แบบมาตรฐาน ผลิตโดยโรงงาน ETA ที่ใหญ่ที่สุดในสวิส แท่งสีเงินด้านบนคือตัวผลึก Quartz ที่ใช้ควบคุมความเที่ยงตรง (1) ขดลวดด้านซ้าย (2) คือ Stepping motor ใช้สำหรับขับเคลื่อนเข็ม ด้านล่างคือรังใส่แบตเตอรี่ (3) ส่วนวงจรและ IC สีดำ (4) คือตัวประมวลผล ควบคุมเวลาผละแสดงผล

    ตามปกตินาฬิกาแบบ Quartz ต้องเปลี่ยนถ่านเมื่อถ่านหมด แต่มีนาฬิกาบางชนิดไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่าน เพราะตัวนาฬิกาสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าเองได้ เป็นที่มาของชื่อที่ใช้เรียกระบบต่างๆของนาฬิกา Quartz

1. AGS (Automatic Generating system) และ Kinetic คิดค้นโดยบริษัท Seiko แห่งเมืองปลาดิบ ระบบนี้ใช้ Rechargeable battery หรือที่ Seiko ตั้งชื่อว่าตัวเก็บประจุไฟฟ้า แทนถ่านธรรมดาทั่วไป มีระบบตุ้มหมุน เพื่อหมุนตัวปั่นไฟ คล้ายๆกับระบบไดชาร์จของรถยนต์หรือหลอดไฟรถจักรยานนั่นเอง ดังนั้นนาฬิกาจะสามารถสร้างไฟฟ้าเองได้เรื่อยๆ ถ้าหยุดเดินเราก็จับขึ้นมาเขย่าๆ เครื่องก็จะสร้างไฟฟ้าให้นาฬิกานั้นเดินต่อไป ส่วนระบบ Kinetic-Autorelay นั้นก็เหมือนระบบ Kinetic แต่มีวงจรตรวจสอบการใช้งาน ถ้าวางนาฬิกาไว้เฉยๆเป็นเวลานานๆ เข็มก็จะหยุดเดิน เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า แต่ก็จะมีไฟหล่อเลี้ยงวงจรควบคุมเวลาไปเรื่อยๆ ทำให้นาฬิกาสามารถเดินได้เป็นปีๆ วันใหนเจ้าของหยิบนาฬิกาขึ้นมาใส่ เข็มนาฬิกาก็จะวิ่งไปยังตำแหน่งวันเวลาปัจจุบัน จัดว่าเป็นระบบที่ฉลาดมาก ทางฝั่งสวิสก็ออกเครื่องระบบคล้ายๆกันออกมา เรียกว่า Autoquartz ใช้หลักการคล้ายๆกัน ต่างกันที่ว่า AutoQuartz Rotor จะไม่หมุน Generator โดยตรง แต่จะไปหมุนลาน และพลังที่ลานคลายออกมา จะไปหมุน Generator อีกทีหนึ่ง

 

     ภาพที่เห็นด้านบนคือภาพเครื่องของนาฬิการะบบ Kinetic จริงๆแล้วเครื่องก็จะเหมือนระบบ Quartz แต่มีกลไกลูกตุ้ม และ Generator หรือตัวปั่นไฟ ซ้อนทับอยู่บนเครื่องอีกทีหนึ่ง ตัว Generator นี้ก็จะทำหน้าที่ปั่นไฟฟ้า ป้อนให้แก่ตัวเก็บประจุ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับแบตเตอรี่ซึ่งสามารถชาร์จไฟใหม่ได้

 

    ด้านบนคือภาพของตัว Generator หรือตัวสร้างไฟฟ้าสำหรับนาฬิการะบบ Kinetic ผมว่าหน้าตาจะเหมือนตัวปั่นไฟสำหรับไฟหน้าในรถจักรยานสมัยก่อน แต่มีขนาดเล็กมาก

2. มาทางค่าย Citizen แห่งเมืองปลาดิบมั่ง ค่ายนี้ได้นำเสนอระบบ Ecodrive ซึ่งหลักการก็ยิ่งง่ายๆคือติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ไว้ที่ใต้หน้าปัด เซลล์แสงอาทิตย์ก็จะเปลี่ยนแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า และเอาพลังงานไฟฟ้านั้นมาชาร์จถ่านที่ชาร์จได้ต่อไป ตราบใดที่นาฬิกายังเห็นแสงเดือนแสงตะวัน นาฬิกาก็เดินต่อไปเรื่อยๆไม่มีการหยุด ถ้าเก็บนาฬิกาไว้ในที่มืดๆจนหยุดเดิน เราเอาออกมารับแสงจนนาฬิกาสร้างไฟฟ้าได้เพียงพอ นาฬิกาก็จะเริ่มเดินต่อไป ส่วน Ecodrive Duo เป็นเหมือนเอาระบบ Ecodrive มาผสมกับระบบ Kinetic คือมีแหล่งสร้างไฟฟ้าอยู่สองแหล่งคือที่หน้าปัด กับระบบตุ้มหมุนด้านหลังเพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้า

 

สังเกตดูชัดๆ แบบ Eco Drive ใต้หน้าปัดจะเห็นแผงเซลล์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ แบ่งเป็นสี่บริเวณ

3. อีกแบบที่ค่าย Seiko พัฒนาออกมาคือแบบ Thermic เป็นระบบที่ซับซ้อนพอสมควร หลักการคือในตัวนาฬิกาจะมีแท่งสารเคมีหลายชนิดวางสลับกันอยู่ พออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง สารเคมีสองชนิดก็จะเกิดความไม่สมดุลทาง electron และคายประจุไฟฟ้าออกมาเพื่อเป็นพลังงานไปประจุให้ถ่านที่ชาร์จได้ต่อไป ระบบนี้ออกมาในช่วงสามสี่ปีก่อนยังไม่ประสบผลสำเร็จนัก เพราะออกมาไม่นานก็เงียบหายไป และตัวนาฬิกาเองมีราคาแพงเป็นหลักแสน

 

 

     ข้อดีของระบบ Quartz ก็คือค่าบำรุงรักษาต่ำ บำรุงรักษาง่าย ปีสองปีถึงจะมีการเปลี่ยนถ่านครั้งหนึ่ง และช่างที่ไหนก็สามารถเปลี่ยนถ่านได้ ราคานาฬิกาไม่แพง และบอกเวลาได้เที่ยงตรงมาก เพราะใช้วงจรควบคุมเวลาแบบอิเลกโทรนิกส์ ซึ่งมีความผิดพลาดน้อยกว่าแบบกลไกมาก นาฬิกาทั้งสามแบบข้างบนนั้น ผมได้ยินมาจากช่างนาฬิกาหลายรายว่าระบบยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะแบบ Kinetic มีข้อเสียอยู่ที่ตัวเก็บประจุไฟฟ้าซึ่งเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ดังนั้นเมื่อตัวเก็บประจุ หรือถ่านที่ชาร์จได้นั้นเสื่อมสภาพลง ก็ต้องมีการเปลี่ยนถ่านใหม่อยู่ดี ตัวถ่านชาร์จได้นั้น อายุการใช้งานที่สั้นที่สุดที่เคยพบคือ 5 ปี ส่วนการใช้งานยาวที่สุดนั้นคือเกิน 13 ปี เฉลี่ยๆอยู่ที่ 12 ปี ผมว่าถ้าอยู่รอดได้สัก 15 - 20 ปีก็เก่งน่าดูแล้ว

     ว่าถึงนาฬิการะบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนกันไปแล้ว ต่อมาเราก็ว่ากันถึงนาฬิกากลุ่มใหญ่กลุ่มที่สอง เรียกกันว่าแบบกลไกหรือที่ฝรั่งจะเรียกว่า Mechanical watches นาฬิกาแบบกลไกนั้นจะใช้ลานเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ตัวลานนั้นจริงๆก็คือขดสปริงที่จะค่อยๆคลายตัวออกมาเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเข็มของนาฬิกา หลักการของนาฬิกาแบบจักรกลก็คือลานหรือขดสปริงก็จะค่อยๆคลายตัวออกมา มีเฟืองต่างๆทดกันเป็นเข็มบอกวินาที นาที ชั่วโมง และวัน หรือสามารถทำให้ซับซ้อนมากๆจนสามารถบอกเวลาได้ถูกต้องถึงระดับ ปฏิทินถาวร หรือสามารถบอกวันเดือนปีที่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องใช้ระบบอิเลกโทรนิกส์ใดๆเข้ามาช่วย นาฬิการะบบจักรกลนี้จะมีตัวจักรกลอก หรือ Balance Wheel คอยแกว่งไปแกว่งมาด้วยความถี่คงที่ เพื่อรักษาความเที่ยงตรง

 

     อธิบายเข้าไปถึงในรายละเอียดเรื่องกลไกสำหรับผู้ที่อ่านข้างบนแล้วยังสงสัย ผู้ที่ไม่อยากปวดหัวเรื่องเทคนิคสามารถข้ามวรรคนี้ไปก่อนได้เลย หลักการก็คือแรงไขลานด้วยมือจากเม็ดมะยม (1) จะเข้าไปขดลานซึ่งเป็นลักษณะสปริง อยู่ในตลับลาน (2) ให้แน่นแล้วก็ลานจะค่อยๆคลายตัวออกมา ผ่านชุดเฟืองซึ่งทดเป็นชั้นๆเพื่อบอกเวลา และแรงที่ลานคลายออกมาผ่านชุดเฟืองก็จะค่อยๆไปกระทำต่อสายใย หรือ Hair Spring (4) ซึ่งติดอยู่กับจักรกลอก (5) สปริงสายใยก็จะบังคับให้จักรกลอกจะกลิ้งไปกลิ้งมาด้วยความถี่คงที่ เช่น 21600 รอบต่อชั่วโมง หรือ 6 รอบต่อวินาที ผู้สร้างนาฬิกาสามารถทดฟันเฟืองต่างๆหลายๆชั้นจนไปถึงยังเข็มบอกเวลาได้ เมื่อจักรกลอกกลิ้งหกครั้ง เข็มวินาทีก็จะเลื่อนไป 1 วินาที และเข็มต่างๆก็ค่อยๆเคลื่อนไปเรื่อยๆจนถึง 21600 รอบ เข็มชั่วโมงก็เลื่อนไปจนครบ 1 ชั่วโมง ทำให้นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้ แต่ก็ไม่แม่นยำเท่าแบบใช้ไฟฟ้า ความถี่ยิ่งสูงขึ้นเป็น 28800 หรือ 36000 รอบต่อชั่วโมง นาฬิกาก็จะยิ่งมีความผิดพลาดน้อย และเข็มนาฬิกาก็จะยิ่งเดินได้นิ่มนวลขึ้น เพราะอัตราการเคลื่อนของเข็มต่อวินาทีมีมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกด้วยความสึกหรอที่มีเพิ่มขึ้นไปตามกัน ในภาพเป็นนาฬิกาที่ทำจากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ ราคาค่าตัวเรือนละสี่ห้าร้อย แต่ก็เป็นครูที่ดีให้เราได้เหมือนกัน เพราะตัวเรือนเปลือยล่อนจ้อน เป็นกระจกใสทั้งหน้าและหลังมองเห็นเครื่องทะลุปรุโปร่ง นาฬิกาแบบจักรกลสามารถปรับตั้งให้เดินช้าหรือเร็วได้โดยการปรับความสั้นยาวของสปริงสายใย มีตัวปรับที่เรียกว่า Regulator เป็นตัวปรับตั้ง วิธีปรับก็ง่ายๆเพียงเลื่อนเข้าออกเพื่อปรับความสั้นยาวของสายใย พอความยาวเปลี่ยนไป ความแข็งของสปริงสายใยก็จะเปลี่ยนแปลง เป็นผลให้นาฬิกาเดินช้าลงหรือเร็วขึ้นด้วย ภาพด้านล่างคือตัวปรับตั้งให้นาฬิกาเดินช้าหรือเร็วได้

     นาฬิกาแบบจักรกลนี้ก็สามารถแบ่งได้เป็นอีกสองกลุ่มใหญ่ๆคือแบบไขลานด้วยมือเอง และแบบมีระบบกลไกเพื่อไขลานอัตโนมัติ
     แบบไขลานด้วยมือก็คือใช้มือหมุนเม็ดมะยม เพื่อไขขึ้นลานให้พลังงานแก่นาฬิกา เจ้าของก็ต้องไขลานเองทุกวัน คนที่อายุมากๆเกิดทันจะนึกภาพออกว่าตอนเช้าๆก่อนออกบ้านต้องเอานาฬิกามาไขลาน บางทียุ่งๆจนลืมไขลานนาฬิกาก็หยุดเดิน นาฬิกาแบบไขลานนี่มีมาเกือบห้าร้อยปีแล้วครับ ใครเป็นผู้ค้นคิดผมก็ไม่มีใครบันทึกไว้ พัฒนามาจากนาฬิกาตั้งโต๊ะ กลายเป็นนาฬิกาแขวนแบบห้อยคอ นาฬิกาพกในกระเป๋า และท้ายที่สุดก็กลายเป็นนาฬิกาข้อมือแบบในปัจจุบัน ส่วนแบบไขลานอัตโนมัติหรือที่ทั่วไปเรียกว่าแบบออโต้ หรือที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบบสั่น แบบเขย่า ความจริงไม่ต้องสั่น หรือเขย่าหรอกครับ เพราะว่าแค่เราใส่นาฬิกาตามปรกติ นาฬิกาก็ขึ้นลานเองอยู่แล้วไม่ต้องออกแรงเขย่าให้เมื่อยมือ ผมขอเรียกว่าแบบออโตละกันนะครับ เพราะมันสั้นและได้ใจความที่สุด แบบออโตนี้ก็จะมีระบบกลไกลูกตุ้ม แกว่งไปมาตามการเคลื่อนไหวของข้อมือ เชื่อมต่อกับระบบลาน คอยขึ้นลานให้กับนาฬิกาครับ ลองดูรูปว่าลูกตุ้มหรือ Rotor นี่หน้าตาเป็นยังไง นาฬิกาข้อมือระบบออโตค้นคิดขึ้นมาราวๆปี 1929 โดยนาย Harwood ตั้งบริษัทอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แต่ระบบนี้ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าใหร่ ช่วงปี 1930 บริษัท Rolex ได้ซื้อสิทธิบัตรของระบบนี้ไป แล้วพัฒนาอย่างจริงๆจังๆจนประสบความสำเร็จ ในภาพล่างคือ Rolex Oyster Perpetual จากปี 1940 หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่า "Bubble Back" เนื่องจากมีฝาหลังที่กลมคล้ายฟองสบู่ เป็นนาฬิกาแบบแรกๆที่ใช้ระบบ Full rotor ที่สมบูรณ์ จนกลายมาเป็นแบบอย่างของนาฬิกา Automatic ในปัจจุบัน

 

     ภาพด้านบนคือลักษณะของเครื่องของนาฬิกา Automatic ในปัจจุบัน ลักษณะเฉพาะของนาฬิกาแบบออโตเมติกคือตัวตุ้มหรือ Rotor นาฬิกาแบบออโตเมติกจะมีตุ้มเพื่อขึ้นลานแทนมือคน ภาพทางด้านซ้ายคือนาฬิกาออโตแบบ Full Rotor ส่วนด้านขวาคือเครื่องแบบ Micro rotor ซึ่งพัฒนาจาก Full rotor เพื่อให้ตัวตุ้ม ลดระดับลงมาอยู่ระดับเดียวกับตัวเครื่อง มีผลให้เครื่องบางลง นาฬิกาจักรกลก็จะมีข้อดีคือเดินได้ด้วยพลังงานจากเจ้าของ ไม่ต้องเปลี่ยนถ่าน มีคุณค่าทางจิตใจ และบางรุ่นสามารถซื้อขายต่อได้ และบางรุ่นถ้าเก็บไว้นานๆ คุ้มค่ากว่าเอาเงินไปฝากธนาคารอีก ส่วนข้อเสียก็มีเยอะกว่า ค่าบำรุงรักษาแพง ค่าตัวแพง ต้องไขลานหรือตั้งเวลาอยู่เป็นประจำ วิธีสังเกตคือนาฬิกาแบบไฟฟ้าเข็มจะเดินแบบชี้ที่วินาที แล้วเลื่อนติ๊ก ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ ทีละวินาที ส่วนแบบจักรกลนั้นเข็มวินาทีจะเดินแบบนิ่งๆเรียบๆวินาทีละ 5 ครั้งเป็นอย่างต่ำ ยิ่งเครื่องที่ถูกปรับตั้งมาให้เดินที่รอบสูงเข็มนาฬิกาก็จะยิ่งเดินถี่ ส่วนแบบออโตเมติกส่วนมากก็จะมีเขียนไว้ที่หน้าปัดว่า Automatic เป็นวิธีสังเกตง่ายๆสำหรับคนเริ่มหัดดูนาฬิกา

 

     เคยถามเพื่อนนักสะสมด้วยกัน ทั้งในเวปบอร์ดที่พูดคุยกันเรื่องนาฬิกา ทั้งจากนักสะสมอาวุโสต่างๆ ทำไมพวกนักสะสมถึงสะสมแต่นาฬิกาจักรกลไม่สะสมนาฬิกา Quartz มั่ง พอจะสรุปคำตอบออกมาได้ว่าในหมู่นักสะสมนาฬิกาจริงๆเค้าก็จะชอบเล่นแบบจักรกลมากกว่าเพราะนาฬิกาแบบจักรกลเป็นวรูปแบบที่ทำกันมากว่าร้อยปีแล้ว เจ้าของนาฬิกาต้องคอยเอาใจใส่ดูแลปรับตั้ง ไขลานนาฬิกาอยู่ทุกวันๆ นาฬิกาแบบจักรกลนี่ขี้ประจบกว่าแบบใส่ถ่านเยอะ กลไกแบบจักรกลก็ผลิตยากกว่า ซับซ้อนกว่า และต้องอาศัยการปรับตั้งโดยช่างผู้ชำนาญให้มันเดินตรงได้ ตัวผมเองนั้นทึ่งในภูมิปัญญาของมนุษย์ที่สามารถค้นคิดประดิษฐ์และพัฒนา เอาเฟืองต่างๆมาเรียงซ้อนกัน ทดกันไปทดกันมา สามารถทำให้มันบอกเวลาที่แม่นยำได้ ยิ่งพวกนาฬิกาแบบ Complication หรือนาฬิกาแบบสลับซับซ้อน ยิ่งต้องใช้ความสามารถในการคำนวณออกแบบพัฒนา และความละเอียดในการสร้างแบบถึงที่สุด บางเรือนก็สามารถตีบอกเวลาได้ บางเรือนก็มีปฏิทินถาวรบอกเวลาได้แม่นยำไปอีกสามร้อยปี แถมยังบอกด้วยว่าคืนนี้เดือนมืดหรือเดือนเพ็ญ ทำให้เจ้าของภูมิใจว่านาฬิกาแบบนี้ทำด้วยมือคนล้วนๆและมีไม่ถึงสิบคนบนดาวดวงนี้ ที่สามารถสร้างนาฬิกาแบบนี้ได้ นี่หละครับคือเหตุผลว่าทำไมนาฬิกาแบบจักรกลยิ่งสลับซับซ้อนยิ่งมีความประณีตสูงก็ยิ่งมีราคาแพง บางเรือนราคาอยู่หลักหลายๆล้าน หรือบางเรือนที่มีเรือนเดียวก็มีการประมูลกันให้ราคาเป็นร้อยๆล้าน ส่วนแบบใช้พลังงานไฟฟ้า หรือแบบควอตซ์นั้นแค่ใส่ถ่านเข้าไปมันก็เดินแล้ว แถมบอกเวลาได้เที่ยงตรงอีกต่างหาก ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเหมาะกับคนที่ต้องการใช้จริงๆ และใช้อยู่เรือนเดียวเป็นประจำ

     มีเรื่องคนดื้อกับคนไม่ดื้อแถมให้อ่านกันเล่นๆ มีเพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นวิศวกรไฟฟ้า แกไม่ยอมเชื่อว่านาฬิกาของผมไม่ต้องใส่ถ่าน แกบอกยังไงๆก็ต้องใส่ถ่าน เป็นไปได้ยังไงว่านาฬิกาไม่ใส่ถ่าน ผมก็เลยเปิดเครื่องให้เค้าดูว่านาฬิกาเรือนนี้มันไม่ต้องใส่ถ่านจริงๆ แกก็ยังยืนยันว่าในตลับลานนั่นหละ ต้องมีมอเตอร์จิ๋วมาขับเข็มให้เดินแน่ๆ คนดื้อนี่ยังไงก็ดื้อจริงๆครับ สงสัยผมต้องคงแกะตลับลานออกมาให้แกดูว่าข้างในมันเป็นสปริงแน่ๆ มีอีกอาเสี่ยคนหนึ่ง แกไม่เข้าใจเรื่องนาฬิกาเลยแต่เป็นคนมีสตางค์เยอะมาก แกได้ยินว่านาฬิกา Rolex แพงและดี แกก็เลยไปซื้อนาฬิกา Rolex รุ่น president เรือนทองหน้าปัดฝังเพชรมาจากศูนย์ใหญ่ที่ปิ่นเกล้า ราคากว่าครึ่งล้าน พอแกใส่นาฬิกาไปได้สองวันแล้ววางนาฬิกาทิ้งไว้ Rolex ราคาแสนแพงของแกก็หยุดเดินไปเฉยๆ แกก็ตกใจมากเอานาฬิกาไปให้เพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าของร้านนาฬิกาแถวบ้านดู เพื่อนเดินเข้าไปหลังร้านสักพัก ออกมาบอกแกว่าถ่านมันหมดเพราะนาฬิกาอยู่ในตู้โชว์นานเกินไป เพื่อนก็เลยคิดค่าถ่าน Rolex ของสวิสอย่างดี ราคา 3000 บาท พร้อมกับบอกอาเสี่ยว่านาฬิกา Rolex เรือนนี้ต้องคอยเขย่านะ เพราะว่าจะคอยส่งไฟไปกระตุ้นให้พลังงานกับถ่าน พร้อมกันนั้นก็เอาแผ่นพับ ของ seiko kinetic มาให้กับอาเสี่ยท่านนั้นไปอ่านเป็นความรู้ อาเสี่ยผู้นั้นขับรถ SEL 500 กลับบ้านด้วยความสุขใจ ยิ้มพร้อมกับผิวปากไปตลอดทางกลับบ้านพร้อมกับคิดในใจว่า นาฬิกาเรือนละหกแสนเปลี่ยนถ่านครั้งหนึ่งแค่สามพันบาท มันช่างถูกจริงๆฮ่ะๆๆๆๆ ส่วนเพื่อนช่างซ่อมนาฬิกาผู้นั้น ปิดร้านตอนเย็นก็พาลูกเมียออกไปทานอาหารทะเล บอกลูกเมียว่าวันนี้มีหมูมาให้ฟัน เอานาฬิกาออโตมาให้เขย่าเล่น เลยคิดค่าเขย่าไป 3000 บาท สุขใจจริงๆ

    บทความนี้เขียนเพื่อความบันเทิงและเป็นความรู้ในหมู่คณะของชาวสยามนาฬิกาเท่านั้น ห้ามนำไปใช้ในการพานิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้นเผลอๆอาจโดนฟ้องเรียกค่าสิขสิทธิแพงๆได้ 5555

Copyright reserved July 17, 2002 any question please mail me

 

 

         

จาก   http://www.tommyvintage.com  ฟิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ

  1. เริ่มต้นของการบอกเวลา
  2. นาฬิกายุคแรก
  3. นาฬิกาของกรีซ
  4. กาลิเลโอ
  5. นาฬิกาควอทซ์ (Quartz)
  6. นาฬิกาแบบพกพาได้
  7. นาฬิกาอะตอม
  8. เที่ยงตรงสุดๆ
  9. นักฟิสิกส์ลดขนาด "นาฬิกาอะตอม" เหลือเท่า "เม็ดข้าว"

 

 

 

 

 


หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์)  ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน) 

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์  เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1  

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)  

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  ฟิสิกส์พิศวง   สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

   ทดสอบออนไลน์  วีดีโอการเรียนการสอน  หน้าแรกในอดีต 

 


การทดลองเสมือน  บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์  ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์  ธรรมชาติมหัศจรรย์

สูตรพื้นฐานฟิสิกส์  การทดลองมหัศจรรย์


แบบฝึกหัดกลาง   แบบฝึกหัดโลหะวิทยา    แบบทดสอบ   ความรู้รอบตัวทั่วไป

อะไรเอ่ย ?   ทดสอบความรู้รอบตัว   (เกมเศรษฐี)   คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์   เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์


คำศัพท์ประจำสัปดาห์   ความรู้รอบตัว   การประดิษฐ์แของโลก  

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

  นักวิทยาศาสตร์เทศ     นักวิทยาศาสตร์ไทย     ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์   การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 


 

การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

 

1. การวัด    2. เวกเตอร์    3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ   4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ 

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน  

 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน  7.  งานและพลังงาน  

 8.  การดลและโมเมนตัม    9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง 

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ  

 12. ความยืดหยุ่น   13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน  

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร   17.  คลื่น 

 18.การสั่น และคลื่นเสียง 19.หน้ากากการเรียน


 

การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

 

 1. ไฟฟ้าสถิต   2.  สนามไฟฟ้า   3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า   6. กระแสไฟฟ้า  7. สนามแม่เหล็ก  

8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ   10. ทรานซิสเตอร์  11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ   14. กลศาสตร์ควอนตัม   

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์  15. หน้ากากการเรียน

 


 การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

 

 1. จลศาสตร์ ( kinematic)  2. จลพลศาสตร์ (kinetics)   3. งานและโมเมนตัม    

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง  

5.  ของไหลกับความร้อน     6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า   

7. แม่เหล็กไฟฟ้า    8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง    

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพกับนิวเคลียร์  10. หน้ากากการเรียน


กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

บทความพิเศษ