ความเชื่อผิดเพี้ยน  1

ไอน์สไตน์ขณะอายุประมาณ ขวบ

“ไอน์สไตน์ตอนเป็นเด็ก  แสนจะโง่ทึ่มเรียนรู้ได้ช้า  สอบตกแทบทุกวิชา”

ข้อชี้แจง

         ใครที่ชอบอ่านประวัติของอัจฉริยบุคคลคงจะเคยพบว่า  บ่อยครั้งที่หนังสือต่างๆ จะเล่าว่า  อัจฉริยะท่านนั้นในวัยเด็กมักจะเรียนหนังสือไม่เก่ง  ดูเหมือนโง่  หัวทึบ ฯลฯ  และเนื่องจากไอน์สไตน์เป็นหนึ่งในบรรดาอัจฉริยะทั่วโลกคุ้นเคยกันมากที่สุด  จึงมักจะเป็นตัวอย่างยอดนิยมที่ถูกกล่าวถึงในทำนองนี้อยู่เสมอ

         ทั้งนี้  ข้อกล่าวหาที่หนักหน่วงที่สุดเท่าที่ค้นพบเป็นลายลักษณ์อักษร ก็คือ    ไอน์สไตน์เกิดมามีหัวกะโหลกบูด ๆ เบี้ยว ๆ  ทำให้พูดได้ช้ากว่าปกติ  และพอเข้าโรงเรียน  ก็เป็นนักเรียนที่เรียนไม่ดีและมีพฤติกรรมก้าวร้าวกับครูอีกด้วย !

         แต่น่าสงสัยไหมละว่า  หากไอน์สไตน์มีหัวกะโหลกบูดเบี้ยวจริง ทำไมเขาถึงได้สร้างสรรค์งานทางวิทยาศาสตร์ไว้อย่างยิ่งใหญ่เมื่อมีอายุเพียง 26 ปี   ในปี ค.ศ. 1905  ซึ่งถือกันว่าเป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์  (Einstein’ Miraculous  Year)

         เรื่องที่ว่าไอน์สไตน์พูดได้ค่อนข้างช้านั้น  ฝรั่งเองก็เชื่อกันมาก ถึงขนาดที่บางคนเรียกอาการที่เด็กฉลาด  แต่พูดได้ช้าว่ากลุ่มอาการไอน์สไตน์ (Einstein Syndrome)  ประเด็นนี้มีเกร็ดสั้น ๆ เล่าว่าสุภาพสตรีที่ทำงานรับใช้ในครอบครัวของไอน์สไตน์ออกปากว่าไอน์สไตน์นั้นโง่ เพราะเธอสังเกตเห็นว่าไอน์สไตน์มักจะทวนประโยคพูดซ้ำ ๆ 2 ครั้งเสมอ

         แต่คนที่ศึกษาประวัติของไอน์สไตน์แบบเจาะลึก  เช่น ไมเคิล  ฮาวอี (Michael J.A. Howe)   แห่งมหาวิทยาลัยเอกซีเทอร์ (Exeter University)  กลับมองเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่งว่า  พูดซ้ำก็ไม่จำเป็นต้องโง่ซะหน่อย  แถมยังตีความว่า  นี่เป็นยุทธวิธีในการทบทวนคำพูดของหนูน้อยไอน์สไตน์  เพื่อให้แน่ใจว่าทุกประโยคที่หลุดออกจากปากนั้นถูกต้อง  100 เปอร์เซ็นต์  (มองกันแง่ดีแบบสุด ๆ )  และในช่วงวัยนี้เองก็มีหลักฐานว่า  ไอน์สไตน์ชอบเล่นเกมปริศนา แถมยังฉายแววความมุ่งมั่นในการทำเรื่องหนึ่ง ๆ ให้เสร็จสิ้นอีกด้วย  อย่างเช่น  เล่นตัวต่อ  ก่อไพ่เป็นรูปบ้าน

         นอกจากนี้ ยังมีจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเขียนโดยคุณยายของไอน์สไตน์เองระบุว่า  ขณะที่หนูน้อยไอน์สไตน์อายุเพียง 2 ขวบกับ 8 เดือน  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้องสาวชื่อ มายา (Maja) ถือกำเนิดขึ้นนั้น  ผู้ใหญ่พูดกับไอน์สไตน์ว่ากำลังจะมีเพื่อนเล่นใหม่แล้วนะ   ทำให้หนูน้อยไอน์สไตน์ถามกลับด้วยความสงสัยว่า  “แล้วล้อของ  “ของเล่น”  ชิ้นใหม่นี้อยู่ตรงไหนล่ะ?!   (น้องสาว  = ของเล่น และของเล่นก็ควรจะมีล้อจะได้วิ่งได้)  จุดนี้เองที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า  หากเด็กอายุไม่ถึง 3 ขวบสามารถคิดและพูดได้ขนาดนี้แล้ว  จะเรียกว่าเขามีพัฒนาการช้าได้หรือ?

         พอไอน์สไตน์อายุได้ 4-5 ขวบ  ก็มีเหตุการณ์ประทับใจที่ทำให้เขาจดจำไปชั่วชีวิต  นั่นคือ  คุณพ่อได้มอบเข็มทิศให้ขณะที่เขากำลังล้มป่วยอยู่   ไอน์สไตน์รู้สึกทึ่งเหลือเกินว่า  ทำไมเข็มทิศถึงได้ชี้ทิศเหนืออยู่ตลอดเวลา?  มันต้องมีพลังอะไรสักอย่างที่เรามองไม่เห็น  รู้สึกก็ไม่ได้  ที่ทำให้เข็มทิศมีพฤติกรรมเช่นนั้น  นี่คือความประทับใจทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกของเขา  ซึ่งเชื่อกันว่ามีผลต่อความมุ่งมั่นในการค้นหาสัจจะแห่งธรรมชาติตลอดชั่วชีวิตของเขา

         อีกเรื่องหนึ่งที่ไอน์สไตน์โดนกล่าวหาก็คือ  เขาเก่งแต่คณิตศาสตร์แต่สอบตกวิชาอื่นหมด  รวมทั้งภาษาก็ไม่ได้เรื่องอีกด้วย  เรื่องนี้น่าคิดเพราะประวัติที่ค้นได้บ่งว่า  เขาชื่นชมภาษาละตินเหลือเกิน  เนื่องจากภาษาละตินมีกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ที่งดงาม  ส่วนเรื่องการเขียนรายงานนั้น  ก็มีหลักฐานของทางโรงเรียนว่าเขาทำรายงานได้ดีเช่นกัน

         พออายุได้  11  ปี  ไอน์สไตน์วัยโจ๋ก็สนใจอ่านเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์กับศาสนา  และก็เริ่มคิดว่าเรื่องราวทางศาสนาหลายเรื่องนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้  ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง  ไอน์สไตน์ก็เริ่มสนใจคณิตศาสตร์   และสามารถพิสูจน์ทฤษฎีบทของพิทากอรัสได้ด้วยตนเอง  แม้ว่าจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ก็ตามที  (อย่าลืมว่าไอน์สไตน์เรียนรู้เองตอนอายุเพียง  11 ปีเท่านั้น)

         พออายุได้ 12  ปี คุณลุงของไอน์สไตน์ซึ่งเป็นวิศวกร  ก็ได้มอบหนังสือเรขาคณิตให้เขาใช้ศึกษา  ไอน์สไตน์รู้สึกประทับใจในความเรียบง่ายและความงดงามของเรขาคณิตของยูคลิดมาก  และแนวทางของยูคลิดนี่เอง (“เรียบง่าย” + “งดงาม”)   ที่เชื่อกันว่ามีผลต่อการคิดค้นทฤษฎีต่าง ๆ ทางฟิสิกส์ของเขาในเวลาต่อมา

        ได้รู้ประวัติในวัยเด็ก (ถึงวัยรุ่น)  ในอีกแง่มุมหนึ่งอย่างนี้แล้วยังคงคิดว่าไอน์สไตน์ตอนเด็กโง่ทึ่มอีกไหม?

 

 

         

1.  บทนำ

2. ไอน์สไตน์ตอนเป็นเด็ก แสนจะโง่ทึ่ม

3. ไอน์สไตน์เป็นบิดาของระเบิดอะตอม

4. ทฤษฎีของไอน์สไตน์มีชื่อเรียกว่า ทฤษฎีสัมพันธภาพ

5. ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลจากทฤษฎีสัมพัทธภาพ

6. ไอน์สไตน์ชอบทำอะไรแปลก ๆ (เข้าท่าบ้างไม่เข้าท่าบ้าง)

7. เวลาคือ มิติที่ 4

8. มวลของวัตถุเพิ่มขึ้นตามอัตราเร็ว

โดย  บัญชา  ธนบุญสมบัติ  buncht@mtec.or.th  ฟิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ

 

 

 

 


หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์)  ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน) 

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์  เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1  

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)  

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  ฟิสิกส์พิศวง   สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

   ทดสอบออนไลน์  วีดีโอการเรียนการสอน  หน้าแรกในอดีต 

 


การทดลองเสมือน  บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์  ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์  ธรรมชาติมหัศจรรย์

สูตรพื้นฐานฟิสิกส์  การทดลองมหัศจรรย์


แบบฝึกหัดกลาง   แบบฝึกหัดโลหะวิทยา    แบบทดสอบ   ความรู้รอบตัวทั่วไป

อะไรเอ่ย ?   ทดสอบความรู้รอบตัว   (เกมเศรษฐี)   คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์   เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์


คำศัพท์ประจำสัปดาห์   ความรู้รอบตัว   การประดิษฐ์แของโลก  

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

  นักวิทยาศาสตร์เทศ     นักวิทยาศาสตร์ไทย     ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์   การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 


 

การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

 

1. การวัด    2. เวกเตอร์    3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ   4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ 

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน  

 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน  7.  งานและพลังงาน  

 8.  การดลและโมเมนตัม    9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง 

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ  

 12. ความยืดหยุ่น   13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน  

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร   17.  คลื่น 

 18.การสั่น และคลื่นเสียง 19.หน้ากากการเรียน


 

การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

 

 1. ไฟฟ้าสถิต   2.  สนามไฟฟ้า   3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า   6. กระแสไฟฟ้า  7. สนามแม่เหล็ก  

8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ   10. ทรานซิสเตอร์  11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ   14. กลศาสตร์ควอนตัม   

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์  15. หน้ากากการเรียน

 


 การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

 

 1. จลศาสตร์ ( kinematic)  2. จลพลศาสตร์ (kinetics)   3. งานและโมเมนตัม    

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง  

5.  ของไหลกับความร้อน     6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า   

7. แม่เหล็กไฟฟ้า    8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง    

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพกับนิวเคลียร์  10. หน้ากากการเรียน


กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

บทความพิเศษ