: :     บทที 4     : :  
: :     ติดต่อผู้จัดทำ      : :

ประวัติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย
        นับตั้งแต่อดีตอันยาวนาน คนไทยมีลักษณะนิสัยที่เปิดใจกว้างยอมรับวัฒนธรรมของชาติอื่น มีขันติต่อวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมของตน และยินดีเรียนรู้วัฒนธรรมของโลกภายนอก คนไทยพร้อมที่จะยอมรับวัฒนธรรมต่างถิ่นในส่วนที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม และช่วยตอบสนองความต้องการของมนุษย์ จึงเป็นผลให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสังคมไทยมีลักษณะเฉพาะตัว ท่ามกลางการพัฒนาในกระแสโลกด้วยเช่นกัน กล่าวคือ คนไทยมีแนวโน้มที่จะเป็น "ผู้ตาม" มากกว่าเป็น "ผู้นำ" และเป็น "ผู้บริโภค" มากกว่าเป็น "ผู้ผลิต"
        เย็นใจ เลาหวนิช (2530 :65) กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับชีวิตไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่มิได้เรียกกันว่า "เทคโนโลยี" เพราะเป็นคำใหม่ซึ่งเพิ่งจะปรากฎเป็นทางการครั้งแรกในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 คนส่วนมากในอดีตรู้จักเทคโนโลยีในฐานะ "วิชาช่าง" ต่าง ๆ ช่างไทยในสมัยโบราณได้ฝากฝีมืออันน่าพิศวงไว้เป็นมรดกของชาติ ดัง ปรากฎอยู่ในปัจจุบันนี้หลายเรื่อง สำหรับประวัติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย แบ่งออกเป็นสมัยต่าง ๆ ได้ดังนี้ คือ

1. สมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี (ก่อน พ.ศ. 1792)
        ผืนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นดินแดนที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สืบต่อเนื่องกันมาไม่ขาดสายนับเป็นเวลาพัน ๆ ปีมาแล้ว จากชุมชนหมู่บ้านที่กระจายตัวอยู่ทั้งบนที่สูงและที่ราบลุ่มแม่น้ำ ได้มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมือง และพัฒนาเป็นแว่นแคว้นในภูมิภาคต่าง ๆ นับตั้งแต่พุทธศตวรรณที่ 11 หรือ 12 เป็นต้นมา
        ชุมชนส่วนใหญ่ตั้งหลักแหล่งอยู่ตามบริเวณแม่น้ำสายต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์สำหรับการเพาะปลูก และสามารถติดต่อกับชุมชนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้โดยสะดวก ชุมชน เหล่านี้มิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มีการติดต่อระหว่างกลุ่มชนต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนอาหาร สิ่งของเครื่องใช้และได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนต่างกลุ่ม เกิดความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือมีความเกี่ยวดองในระบบเครือญาติของผู้นำกลุ่ม เกิดบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นระบบซับซ้อนขึ้น หลายชุมชนได้รวมตัวกันเป็นเมือง จากหลักฐานทางโบราณคดีพบร่องรอยของคูน้ำและการก่อกำแพงดินล้อมรอบเมืองโบราณในทุกภูมิภาค
สภาพทางภูมิศาสตร์ของดินแดนประเทศไทย ซึ่งอยู่ในเส้นทางการคมนาคมทางเรือระหว่างชาวต่างชาติทางทิศตะวันออก ยังผลให้ชุมชนเกษตรกรรมที่อยู่แถบชายฝั่งทะเลหรือบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำทางภาคกลาง ซึ่งอยู่ตรงศูนย์กลางการคมนาคมกับภูมิภาคภายใน และมีทางออกสู่ทะเลได้โดยสะดวก เจริญเติบโตเพราะการขยายตัวทางการค้าทางทะเลกับพ่อค้าอินเดียและจีน กลายเป็นเมืองท่าการค้าชายฝั่งที่มีประชากรเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินมากขึ้นเป็นลำดับ และสามารถก่อตั้งเป็นแว่นแคว้นในเวลาต่อมา
ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 8-12 ชาวอินเดียและชาวจีนได้เดินทางเข้ามาค้าขายในคาบสุมทรอินโดจีนเพิ่มขึ้น ผู้คนในดินแดนแถบนี้ได้เรียนรู้อารยธรรมความเจริญจากชาติทั้งสอง โดยเฉพาะอารยธรรมของอินเดียในด้านศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา ตลอดจนศิลปวิทยาการต่าง ๆ ได้แผ่กว้างขวาง และเป็นที่ยอมรับของชาวพื้นเมืองมากกว่าอารยธรรมจีน
2. สมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1972-พ.ศ. 1893)
        ตลอดระยะเวลา 200 ปี ของอาณาจักรสุโขทัย พระมหากษัตริย์และประชาชนชาวไทยมีความสามารถสูงในการผสมผสานอิทธิพลอันหลากหลายของอารยธรรมอินเดีย ลังกา มอญ ขอมและจีนให้เข้ากับวัฒนธรรมพื้นถิ่น จนสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะโดดเด่นของสุโขทัยได้เป็นผลสำเร็จ โดยเฉพาะการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยนับเป็นมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้มอบให้ไว้ช่วยเชื่อมโยงให้คนไทยกลุ่มต่าง ๆ มีความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
เทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในยุคแรก ๆ โดยนับตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ก็เป็นเทคโนโลยีพื้นบ้านง่าย ๆ เกี่ยวกับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและสถานที่ทางด้านศาสนา การทำอาหาร การกสิกรรม การแพทย์แผนโบราณ และการต่อสู้ ที่พอจะเข้าข่ายเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์อยู่บ้างก็คือดาราศาสตร์ แต่ดาราศาสตร์ในยุคแรกของไทยเป็นดาราศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลความเชื่อจากศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์มาเป็นดาราศาสตร์ที่สะท้อนความเชื่อความเข้าใจของคนไทย ที่เกี่ยวกับโลกและจักรวาลในยุคสมัยนั้น ดังหลักฐานที่สำคัญคือพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าลิไทเรื่องไตรภูมิพระร่วง ซึ่งสะท้อนความเชื่อของคนไทยในยุคนั้นว่า จักรวาลประกอบด้วยสามภพ คือ โลก สวรรค์ และ นรก จึงไม่ใช่ดาราศาสตร์อย่างแท้จริงดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
3. สมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-พ.ศ. 2310)
        ความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของอาณาจักรอยุธยา อาศัยความเหมาะสมหลายประการ อาทิ ความสมบูรณ์ของพื้นที่ เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ สามารถทำการเกษตรเลี้ยงดูผู้คนได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลมากนักติดต่อค้าขายทางเรือได้สะดวก
        ชนชาติไทยเริ่มได้สัมผัสกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียุคใหม่ของโลกในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีชาวตะวันตกเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย ชาวตะวันตกเหล่านี้ในระยะแรกส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า เป็นนักแสวงโชค นักผจญภัย นักสอนศาสนา และภายหลังได้มีนักการทูตด้วย ชนชาติไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยียุคใหม่ก่อนวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ยุคใหม่ ผลผลิตทางเทคโนโลยียุคใหม่ที่คนไทยได้สัมผัสเป็นสิ่งแรก และมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อวิถีประวัติศาสตร์ของไทย คือ ปืน อาวุธปืนที่ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยโดยชาวโปรตุเกสในรัชสมัยของสมเด็จพระชัยราชาธิราช (พ.ศ. 2077-2089) คือ ปืนสั้นและปืนยาว และต่อมาในภายหลังคือ ปืนใหญ่นั้นมีผลกระทบอันสำคัญยิ่งต่อการทำสงครามระหว่างชนชาติไทยกับชนชาติใกล้เคียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งพม่า เขมร และลาว หลังจากที่คนไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยียุคใหม่ต่อมาอีกหนึ่งร้อยปีเศษ ชนชาติไทยจึงได้มีโอกาสสัมผัสกับวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ยุคใหม่
ตามหลักฐานที่ปรากฎอยู่ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่สำคัญสิ่งแรกที่คนไทยได้มีโอกาสใช้คือ กล้องโทรทรรศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงใช้กล้องโทรทรรศน์ซึ่ง พระองค์ได้รับเป็นพระราชบรรณาการจากเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ส่องดูท้องฟ้าและดวงดาวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2228 หลังการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ โดย กาลิเลโอเป็นเวลา 76 ปี ถึงแม้ว่ากาลิเลโอจะไม่ใช้คนแรกที่ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ของเขาขึ้นเองแล้วก็ใช้ส่องดูท้องฟ้าและดวงดาว เป็นการเปิดโลกใหม่ของดาราศาสตร์อย่างแท้จริง การทรงใช้กล้องโทรทรรศน์โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงอาจถือเป็นการเริ่มต้นแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ในประเทศไทยได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยของกรุงศรีอยุธยาคนไทยโดยทั่ว ๆ ไป ก็ยังไม่มีโอกาสสัมผัสกับผลิตผลของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่และความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ แหล่งความรู้ในสมัยแรก ๆ ของไทยตั้งแต่ยุคสมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมารวมทั้งกรุงศรีอยุธยาด้วย มีอยู่เพียงสองแหล่งคือ ในวังและวัด วังเป็นแหล่งการศึกษาของบุคคลในแวดวงของราชวงศ์และข้าราชบริพารผู้ใหญ่ใกล้ชิดกับพระราชวงศ์ ส่วนวัดเป็นแหล่งการศึกษาของสามัญชนทั่วไป ซึ่งก็มีบุตรหลานของข้าราชการมาร่วมเรียนด้วย โดยมีพระเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ วัดเป็นแหล่งการศึกษาของคนไทยส่วนใหญ่ สิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จึงเป็นความรู้ทางด้านภาษาไทย ทางด้านวรรณคดี และทางด้านการดำรงชีวิต ทางด้านขนบธรรมเนียมประเพณีและทางด้านการอบรมบ่มนิสัยกล่อมเกลาจิตใจตามหลักพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ส่วนวิทยาศาสตร์จริง ๆ ก็ยังไม่มี ถึงแม้จะมีการสอนเรื่องของธรรมชาติด้วย แต่ก็เป็นความรู้เก่าแก่ที่เชื่อถือกันซึ่งยังไม่ใช่วิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง
4. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน)
        สังคมไทยจึงเริ่มมีโอกาสได้สัมผัสกับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่จากชาวต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากขึ้นทั้งที่เป็นพ่อค้า นักสอนศาสนา หรือมิชชันนารี และที่เป็นทูตตัวแทนจากประเทศตะวันตก สำหรับคนไทยโดยทั่ว ๆ ไป วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นต้นมา เมื่อชาวต่างประเทศเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากขึ้นอีก แต่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่คนไทยได้สัมผัสส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับด้านการดำรงชีวิต งานศิลปะ และการทหาร เช่น อาวุธในการสู้รบ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ได้ทรงเห็นความสำคัญของการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เข้ามาพัฒนาประเทศ พระองค์จึงได้ทรงส่งนักเรียนไทยไปศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ต่างประเทศ
        ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เริ่มปักหลักมั่นคงขึ้นอีกในประเทศไทย ตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา เมื่อคนไทยรุ่นแรกที่เดินทางไปศึกษายังต่างประเทศกลับมาเมืองไทย วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ในประเทศไทยก็แพร่หลายเป็นที่ยอมรับมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงยุคปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 3 เข้าสู่รัชสมัยของรัชกาลที่ 4 คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความหมายของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่แบ่งออกเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์กับวิทยาศาสตร์ประยุกต์หรือเทคโนโลยีก็เริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น
วิทยาศาสตร์ในสังคมไทยมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นอีกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สาเหตุสำคัญเป็นเพราะว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักในความสำคัญและบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการต่อสู้ขจัดความงมงายเชื่อถือเรื่องโชคลางของขลังและเรื่องไสยศาสตร์ ซึ่งทั้งนี้ก็เป็นเพราะ พระองค์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วยพระองค์เอง มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ ยุคใหม่อย่างดีเยิ่ยม ทรงพระปรีชาสามารถทำนายสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ได้อย่างแม่ยำด้วยพระองค์เอง เป็นที่ปรากฎและยอมรับในวงการดาราศาสตร์ของโลก อย่างไรก็ดีจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การศึกษาในประเทศไทยก็คงเป็นรูปแบบเดิม แหล่งการศึกษาสำคัญยังคงเป็นวังกับวัด
        ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคการศึกษาอย่างมีระบบ พระองค์ทรงตะหนักในความสำคัญของการศึกษาที่มีต่อการพัฒนาประเทศ จึงได้ทรงโปรดให้ตั้งโรงเรียนขึ้นในพระบรมมหาราชวังเมื่อปี พ.ศ. 2414 นับเป็นโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทย จากนั้นพระองค์ได้ทรงโปรดให้มีการตั้งโรงเรียนขึ้นอีกหลายแห่งนอกพระบรมมหาราชวัง ทำให้ประชาชนทั่วไปมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ เมื่อการศึกษาอย่างมีระบบในโรงเรียนแพร่หลายมากขึ้น พระองค์จึงได้ทรงโปรดให้ตั้งกระทรวง ธรรมการขึ้นในปี พ.ศ. 2435 เพื่อรับผิดชอบภาระการจัดการศึกษาภายในประเทศให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ กระทรวงธรรมการนี้เองที่เป็นกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน ในช่วงรัชกาลที่ 5 นี้วิทยาศาสตร์ก็เป็นที่แพร่หลายในสังคมไทย แต่เป็นวิทยาศาสตร์ระดับพื้นฐาน
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 วิทยาศาสตร์ในระดับสูงจึงเริ่มมีความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้น จุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาและการประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในระดับสูงคือ การสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นในปี พ.ศ. 2459 นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยในขณะนั้นคณะวิทยาศาสตร์ยังรวมอยู่กับคณะอักษรศาสตร์ คือ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การศึกษาวิทยาศาสตร์ในระยะแรก ๆ นั้น มิได้มุ่งหวังเพื่อความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ยังไม่เป็นหรือมุ่งการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้ใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ หากเป็นวิชาพื้นฐานเพื่อการศึกษาต่อทางอาชีพคือ ทางการแพทย์ ทางวิศวกรรม และต่อมาก็มีทางการฝึกหัดครู การศึกษาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์จริง ๆ เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2477 เมื่อคณะวิทยาศาสตร์ (ซึ่งก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การแยกคณะอักษรศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ออกจากกันเป็นสองคณะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2491) เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรครูมัธยมวิทยาศาสตร์ และในปี พ.ศ. 2478 ก็มีบัณฑิตวิทยาศาสตร์ของไทยรุ่นแรก
ตั้งแต่นั้นมาการศึกษาและการวิจัยวิทยาศาสตร์ทั้งวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในประเทศไทยก็เจริญรุดหน้าสืบมาอย่างรวดเร็ว มีการตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่หลายแห่งทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
        เมื่อมีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ใน พ.ศ. 2504 ได้มีการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น การสร้างทางหลวงเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงจังหวัดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการชลประทาน มีการขยายท่าเรือกรุงเทพเพื่อให้การขนส่งสินค้าเป็นไปโดยสะดวก ในด้านการพัฒนากำลังคน ได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนในท้องถิ่นได้รับการศึกษาสูงขึ้นโดยสะดวก
ภายหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ได้มีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับอื่น ๆ ต่อเนื่องมาโดยตลอด (แต่ละแผนมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี) ผลจากการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับต่าง ๆ ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็นอันมาก ที่เห็นได้ชัดคือ ความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งปรากฎว่าในปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าอุตสาหกรรมได้หลายชนิด ทั้งเพื่อการใช้ภายในประเทศและเพื่อการส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ
ในปี พ.ศ. 2522 เป็นปีที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ไทยยุคใหม่อีก เพราะมีการจัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการพลังงานขึ้น เพื่อรับผิดชอบงานระดับประเทศในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
        ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่ได้สัมผัส ได้รับรู้ ได้ใช้ประโยชน์ และได้เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ทั้งวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และเทคโนโลยีของโลกอย่างเต็มที่ ทุก ๆ ด้าน เช่น ด้านการสื่อสาร การคมนาคม การศึกษา การแพทย์ การพักผ่อนหย่อนใจ การบันเทิง และอื่น ๆ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สร้างสรรค์ความเจริญให้กับประเทศไทย ทำให้คนไทยมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น สุขภาพดีขึ้น มีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของตนเองและสิ่งแวดล้อมทั้งใกล้และไกลถึงระดับเรื่องของจักรวาลมากขึ้นทำให้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างได้ผลดีกว่าหลายประเทศทั่วโลก(ชำนาญ เชาวกีรติพงศ์. 2534 :14-16 และนัฏฐพงษ์ เจริญพิทย์. 2539 : 68-86)



 

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรกบทความพิเศษ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

บทความพิเศษ